วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

ข่าวเด่นปี2557

ข่าวเด่นปี2557 : คดีสะเทือนใจแห่งปี ข่มขืนฆ่าเด็กหญิงวัย 13 บน "โบกี้รถไฟ"

นับเป็นอีกคดีที่เกิดขึ้นในปี 2557 ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ อีกทั้งส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนของกลุ่มพลังที่ออกมาเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษต่อผู้ที่กระทำความผิดข่มขืนและฆ่าเหยื่อที่มีอายุน้อย โดยเรียกร้องให้เพิ่มโทษให้หนักขึ้นและบางส่วนเรียกร้องให้ประหารชีวิตสถานเดียว

นอกจากนี้คดีดังกล่าวยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในโบกี้ขบวนรถไฟ จนมีการผลักดันโครงการป้องกันความปลอดภัยให้แก่สตรีและเด็ก และเพิ่มมาตรการเข้มข้นในการรับพนักงานเข้าทำงาน ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติความประพฤติอย่างละเอียดมากขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนไปใช้พนักงานหญิงเข้าดูแลในส่วนโบกี้ที่มีผู้โดยสารเป็นหญิงสาวและเยาวชน เหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงตามมาหลังจากคดีสะเทือนใจดังกล่าว

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 เมื่อเด็กหญิงวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี หายตัวไปขณะโดยสารรถไฟบนตู้นอนพัดลมชั้น 2 ตู้ที่ 3 รถไฟขบวนที่ 174 วิ่งระหว่างสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพมหานคร เพื่อกลับบ้านที่กรุงเทพฯ พร้อมญาติ หลังเดินทางไปเยี่ยมยายที่ จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมพี่สาว ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยรถไฟครั้งแรกของเด็กหญิงวัย 13 ปีผู้นี้ โดยพี่สาวได้เข้าแจ้งความและเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ และหน่วยกู้ภัย ได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้นตามเส้นทางที่ขบวนรถไฟวิ่งผ่าน จนพบผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่ใช้ในตู้นอนรถไฟในสภาพเปื้อนเลือด พร้อมเสื้อยืดคอกลมสีฟ้ามีคราบเลือดและของใช้บางส่วนของเด็กหญิงวัย 13 ปีด้วย ถูกทิ้งอยู่ริมทางรถไฟเส้นทางหนองแก-เขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยเป็นลูกจ้างชั่วคราวของการรถไฟแห่งประเทศไทยทำการสอบปากคำพร้อมตรวจดีเอ็นเอ จำนวนทั้งหมด 4 ราย พร้อมทั้งประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.1บก.รฟ.และ กก.3 บก.รฟ.ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาตัวเด็กหญิงดังกล่าว โดยเฉพาะที่สถานีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และสถานีหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กระทั่งพบเด็กครั้งสุดท้ายที่ช่วงสถานีบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่พอมาถึงสถานีราชบุรี เด็กหญิงได้หายตัวไปแล้ว

กระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ตำรวจ กก.ดส.บช.น.ได้ลงมาร่วมคลี่คลายคดี และประสานกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมกันลงมือออกค้นหาจนกระทั่งพบศพของเด็กหญิงดังกล่าวถูกโยนจากลงจากขบวนรถไฟ และในช่วงดึกของวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 นายวันชัย แสงขาว อายุ 22 ปี ลูกจ้างเฉพาะงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้รับสารภาพว่า กระทำการข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี บนตู้นอนที่ 3 ก่อนฆ่าปิดปากและโยนร่างเหยื่อทิ้งลงจากรถไฟในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

คนร้ายรายนี้ สารภาพว่า แอบเฝ้ามองเด็กหญิงหน้าตาดีตั้งแต่ขึ้นรถไฟที่สถานีต้นทาง และลอบจดจำตำแหน่งเตียงนอนไว้ พอสบโอกาสก็เข้าไปลงมือที่เตียงนอนโดยได้เปิดหน้าต่างไว้ช่วยกลบเสียง จากนั้นก็อุ้มร่างเหยื่อไปที่ช่วงรอยต่อของโบกี้รถไฟโยนร่างทิ้งลงไปบริเวณป่าทึบช่วงสถานีวังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นดึงผ้าปูที่นอน หมอน โยนทิ้งระหว่างทางเพื่อทำลายหลักฐาน แล้วย้อนกลับมาปูผ้าผืนใหม่ที่เตียงนอนเพื่อกลบเกลื่อนและยอมรับที่ก่อเหตุไปเพราะเสพยาบ้าไป 2 เม็ดและดื่มเบียร์ด้วย

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา พบว่าเคยต้องคดีเสพยาเสพติดมาก่อน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาอีกราย คือ นายหนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี พนักงานทำความสะอาดบนรถไฟขบวนเดียวกัน เป็นจำเลยที่ 2 ฐานสมรู้ร่วมคิดเป็นคนดูต้นทาง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ศาลจังหวัดหัวหิน ได้อ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1407/2557 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า วัตถุพยานที่ตรวจพบหลังเกิดเหตุประกอบกับพยานแวดล้อมที่หนักแน่น นับตั้งแต่การตรวจยึดแท็บเล็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายที่ถูกนำไปขาย รวมทั้งพบลายนิ้วมือของจำเลยที่ 1 บริเวณด้านในกระจกหน้าต่างที่นั่งของผู้ตาย ตรวจพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 และสารพันธุกรรมของผู้ตายที่กางเกงชั้นในและเสื้อคลุมของจำเลยที่ 1 แม้ให้การรับสารภาพแต่โดยจำนนต่อพยานหลักฐานหาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกผิดไม่ และลักษณะของการกระทำความผิดเป็นไปโดยอุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม

ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดให้ประหารชีวิตสถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 มีโทษกำหนด 6 ปี แต่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้หนึ่งในสาม ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี

คดีสะเทือนใจครั้งนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของคนร้ายในโลกออนไลน์อย่างมากมาย และมีกลุ่มเพื่อนของเด็กหญิงวัย 13 ปีตลอดจนบุคคลอื่นที่รู้สึกสะเทือนใจ ได้ทำคลิปภาพประกอบเสียงเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตโพสต์ลงออนไลน์หลายสิบคลิปด้วยกัน และต่างก็เรียกเด็กหญิงผู้นี้ว่า "นางฟ้าตัวน้อย" และมีการแชร์ต่อกันไปจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีเสียงเรียกร้องในเรื่องบทลงโทษคนร้ายที่มีพฤติกรรมข่มขืนและฆ่าเยาวชนอายุไม่ถึง 15 ปีควรต้องรับโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตเท่านั้น โดยมีกลุ่มอาสาสมัครทำงานเพื่อสังคม ตลอดจนดารานักแสดงจำนวนหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนางสาวไทย ที่รวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนยื่นต่อรัฐบาลให้มีการแก้ไขกฎหมาย จนเป็นที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ.เพิ่มโทษในคดีละเมิดทางเพศ

ขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดย นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานบอร์ด ร.ฟ.ท. ได้ประชุมบอร์ดหารือเรื่องพิเศษเร่งด่วน คือ ให้พนักงานรถไฟและตำรวจรถไฟ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้บริการทั้งในสถานีและบนขบวนรถไฟ ต่อไปนี้ต้องไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นอีก และหากมีจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ซึ่งในส่วนพนักงานจะมีการสุ่มตรวจปัสสาวะ ทั้งต้นทาง กลางทาง และตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ได้เปิดบริการตู้โดยสารสำหรับ "ผู้หญิงและเด็ก" (Lady Bogie : เลดี้โบกี้) บนขบวนรถนอนปรับอากาศ สายเหนือ สายใต้และสายอีสาน โดยมีพนักงานหญิงประจำตู้โดยสารดังกล่าว

การสูญเสียเด็กหญิงวัย 13 ปี เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจต่อครอบครัวและสังคม เพราะเธออยู่ในช่วงวัยร่าเริงสดใสมีอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า แต่ต้องมาจบลงด้วยน้ำมือของผู้เป็นทาสยาเสพติด และถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับเยาวชนหรือลูกหลานของใครได้อีก