กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเคาะ 12 ม.ค.58 ได้เห็นพิมพ์เขียวกติกาประเทศฉบับใหม่ "เลิศรัตน์" แย้มมีไม่เกิน 300 มาตรา
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (27 ธ.ค.) ถึงขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังจากได้นำข้อเสนอการยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ชุดต่างๆ จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาหารือจนได้ภาพรวมในหลักการใหม่ในเรื่องระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมืองแล้ว จะส่งข้อมูลดังกล่าวให้คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจรัตน์ ลีวิโรจน์ เป็นประธาน นำไปยกร่างเป็นรายมาตราจนถึงวันที่ 11 ม.ค.58
จากนั้นจะส่งให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไปในวันที่ 12 ม.ค.58 คาดว่ารัฐธรรมนูญใหม่น่าจะมีเนื้อหาอยู่ระหว่าง 250-300 มาตรา จะไม่มากไปกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่มี 309 มาตรา ตามที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญจะต้องสั้น กระชับกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเดิม โดยไม่ให้เกิดการตีความได้
ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมติ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส.นั้น พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า คงเป็นงานเหนื่อยของคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนยังมีบทเรียนฝังใจกับปมเรื่องนายกฯคนนอก จึงต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ
ยืนยันว่า วัตถุประสงค์ของ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้คิดเปิดช่องสืบทอดอำนาจให้ใคร แต่เจตนารมณ์ที่แท้จริงคือการเปิดช่องไว้ในกรณีเกิดวิกฤติทางการเมือง อาจจะต้องใช้นายกฯคนนอกมาแก้ปัญหา ที่ผ่านมามีการเรียกร้องนายกฯมาตรา 7 อยู่เป็นระยะๆ ในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯ คนนอกจะนำมาใช้กรณีที่ประเทศเกิดวิกฤติเท่านั้น หากเป็นภาวะบ้านเมืองปกติจะนำนายกฯคนนอกมาบริหารประเทศคงเป็นไปไม่ได้ เพราะนักการเมืองจะไปตอบคำถามประชาชนได้อย่างไร
“นายกฯคนนอกจะมีการพิจารณาเขียนในตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อวางกลไกให้ชัดเจนว่าให้นำมาใช้ในกรณีเกิดวิกฤติทางการเมือง โดยให้มีอำนาจบริหารเพียงชั่วคราว อาจจะเป็น 6-8 เดือน แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ และตัวนายกฯคนนอกจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ส.มากกว่าปกติ เช่น 3 ใน 4 ของ ส.ส.ทั้งหมด เรื่องเหล่านี้จะต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนกันต่อไป" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
แพร่13หลักการแจงวางระบบการเมือง
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า กมธ.ยกร่างฯเสร็จสิ้นการตัดสินใจเบื้องต้นในหลักการสำคัญเพื่อยกร่างเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรายมาตราแล้ว ในที่ประชุมได้หารือภาพรวมเกี่ยวกับระบบการเมืองทั้งหมดหลังเห็นพ้องในหลักการ จากนั้น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่พิมพ์เอกสารดังกล่าว ชื่อ"หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง" ความยาว 5 หน้ากระดาษเอ 4 มี 13 หัวข้อ
สรุปสาระสำคัญ คือ 1.พลเมืองเข้มแข็ง นักการเมืองมีคุณธรรม ระบบการเมืองใหม่เน้นปลูกฝังความเป็นพลเมืองทุกระดับ 2.ความเป็นกลางในการกำหนดวันเลือกตั้งและการรักษาการระหว่างเลือกตั้ง 3.โครงสร้างทางการเมืองที่สมดุลโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้มีส.ส.ไม่เกิน 480 คน 4.การกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสองสภา (ส.ส.-ส.ว.)
5.การตรวจสอบการหาเสียง ทุกนโยบายที่พรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจะใช้หาเสียง ต้องระบุจำนวนงบประมาณแผ่นดินที่จะใช้และระบุแหล่งที่มาของรายได้ดังกล่าว 6.ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ที่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายใช้ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนผสม ให้มี ส.ส.จำนวน 450 คนแต่ไม่เกิน 480 คน เป็นส.ส.เขต 250 คน ส.ส.สัดส่วน 200 คน
เปลี่ยนบัตรเลือกตั้ง-เปิดช่อง"ล่อขายเสียง"
7.ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น โดยบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต ยกเลิกหมายเลขหรือเบอร์ผู้สมัคร แต่ใส่ชื่อ-นามสกุลและรูปถ่ายของผู้สมัคร ส่วนบัตรส.ส.บัญชีรายชื่อ ใส่ชื่อพรรคกับหัวหน้าพรรคและโลโก้พรรค และให้มีการล่อขายเสียง เพื่อจับผู้ซื้อเสียง หากมีการทุจริตในการเลือกตั้งกกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ได้ไม่จำกัด
8.ให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตไม่ต้องสังกัดพรรค ส่วนกลุ่มการเมืองไม่สังกัดพรรคลงได้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดย ส.ส.ไม่ต้องโหวตตามมติพรรคและพรรคไม่มีสิทธิ์ขับออกจาก ส.ส.หรือพรรคได้ 9.ปรับพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ควบคุมการรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของพรรครวมถึงผู้บริหารพรรค 10.ให้มีการถ่วงดุลในการบริหารในรัฐสภาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล
ส.ว.มีอำนาจสอบประวัติว่าที่ รมต.
11.วุฒิสภา คือสภาพหุนิยม สร้างความสมดุลให้ระบบการเมือง 12.นายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีที่มาจากสภา มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายใต้ระบบการตรวจสอบที่ดี โดยนายกฯ ต้องมาจากการเลือกของ ส.ส.ในสภา นายกฯต้องส่งชื่อ ครม.ให้ ส.ว.ตรวจสอบก่อน 2 สัปดาห์ และรายงานให้สังคมทราบ
และ 13.การกำหนดให้ผู้ซึ่งมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำ นำชัก หรือสั่งการให้พรรคการเมือง ผู้ดำรง ตำแหน่งการเมือง หรือข้าราชการกระทำการใดๆ ต้องมีความรับผิดทางอาญา ทางวินัย การเงิน การคลัง และงบประมาณ และความรับผิดอื่น
ปธ.กกต.ปัดตอบให้มท.จัดเลือกตั้ง
นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาให้มีการแยกอำนาจการจัดการเลือกตั้งและอำนาจควบคุมการเลือกตั้งออกจากกัน โดยให้ กกต.ทำหน้าที่เฉพาะการควบคุมการเลือกตั้ง และให้กระทรวงมหาดไทยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข จัดการเลือกตั้งแทนว่า เราคงไม่ไปวิจารณ์ ให้ กมธ.ยกร่างฯ ไปคิดเอาเอง ออกแบบมาอย่างไรเราก็ทำได้ทั้งนั้น
ประการสำคัญคือปฏิรูปแล้วต้องดีขึ้น และการพิจารณาของ กมธ.ยกร่างฯนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพียงแต่เป็นความเห็นของ กมธ.เสียงส่วนใหญ่ ยังต้องดูในส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ "สดศรี"ชี้เท่ากับยุบ กกต.
นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ข้อเสนอเกี่ยวกับ กกต.ยังไม่มีข้อยุติ แต่มีเสียงวิจารณ์ออกมาว่าจะเท่ากับยุบกกต.หรือไม่ เพราะเมื่อการจัดการเลือกตั้งจะส่งกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการแทน ซึ่งกระทรวงเหล่านี้อยู่ในความดูแลของนักการเมือง ก็จะต้องฟังเสียงของนักการเมืองที่เป็นผู้บังคับบัญชา ก็ต้องกลับไปอยู่ภายใต้การครอบงำของนักการเมืองเหมือนเดิม
"ก็รู้อยู่ว่านักการเมืองไม่ชอบ กกต. เพราะกระทบต่อบทบาทของนักการเมืองโดยตรง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เหมือนกับการย้อนหลังกลับไปมาก ดังนั้นจะต้องรอดูว่าการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะสุจริตและโปร่งใสหรือไม่ เพราะการที่ตั้ง กกต.ขึ้นมานั้น เพื่อให้ตรวจสอบนักการเมืองและไม่อยู่ภายใต้อำนาจของใคร ฉะนั้นการจะลดบทบาทของ กกต. ก็เหมือนกับการยุบ กกต.นั่นเอง" นางสดศรี กล่าว และว่าการแยกอำนาจแจกใบเหลืองกับใบแดง โดยใบเหลืองอยู่กับ กกต. ส่วนใบแดงเป็นอำนาจของศาลนั้น ในทางปฏิบัติแล้วจะแยกได้จริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนขึ้น
กมธ.ยกร่างฯปัดจ้องลดอำนาจกกต.
ด้าน นายบรรเจิด สิงคะเนติ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวเรื่องการริบอำนาจ กกต.ว่า กมธ.ยกร่างฯ ต้องการแยกบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจนมากขึ้น และต้องการให้ กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถแยกได้ว่า กกต.เป็นผู้จัดหรือผู้ควบคุมการเลือกตั้ง
กรณีดังกล่าว กกต.ยังปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม ไม่แตกต่างจากปัจจุบัน เพราะยังสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เช่น หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยหรือสาธารณสุข มาทำงานจัดเลือกตั้ง และอยู่ภายใต้การสั่งการควบคุมการดำเนินการโดย กกต.
ขณะที่ นายสุจิต บุญบงการ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ไม่ได้พูดกันว่าให้หน่วยงานกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งเพียงหน่วยงานเดียว เพราะยังมีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมจัดการเลือกตั้ง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เพียงแต่เห็นว่าเมื่อ กกต.จัดเลือกตั้งใช้คนของรัฐดำเนินการอยู่แล้ว ก็สามารถใช้คนของกระทรวงต่างๆ ดังกล่าวได้ และอยากให้ กกต.ควบคุมการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงควบคุมแต่ผู้ซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้ง
"อภิสิทธิ์"หนุนประชามติก่อนใช้ รธน.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2559 ถ้าหากเป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม แต่อาจมีปัญหาหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จะต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ จึงเสนอว่าให้มีการลงประชามติ หากผ่านก็ใช้ฉบับที่ทำมา แต่หากไม่ผ่านก็กลับไปใช้ฉบับปี 2550 ที่มีก่อนการรัฐประหาร เพื่อให้บ้านเมืองมีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เพราะหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่มีการทำประชามติ จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง อาจทำให้ประเทศกลับไปเป็นแบบเดิม ซึ่งส่วนตัวเสียดายโอกาสของประเทศ





