วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างฯสรุปหลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง

กมธ.ยกร่างรธน.สรุป 13 ข้อหลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมืองและสถาบันการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โพสเฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งว่า กมธ.ยกร่างฯเสร็จสิ้นการตัดสินใจเบื้องต้นในหลักการสำคัญเพื่อยกร่างเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรายมาตราแล้ว โดยมีหลักการใหม่ๆหลายประการด้วยกัน แต่การพูดถึงบางหลักการแยกกันไปตามข่าวที่มาจากการแถลงในแต่ละวันนั้น อาจทำให้มองไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด จึงขอให้พิจารณาภาพรวม หลักการใหม่เกี่ยวกับระบบการเมืองทั้งระบบ ที่ กมธ.ยกร่างฯมีฉันทมติร่วมกันในเบื้องต้นผ่านเอกสาร 5 หน้านี้ พร้อมได้โพสเอกสารประกอบทั้งหมดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมได้หารือภาพรวมเกี่ยวกับระบบการเมืองทั้งหมด หลังเห็นพ้องในหลักการ จากนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯจึงได้ให้เจ้าหน้าที่พิมพ์เอกสารดังกล่าว ชื่อ "หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมืองและสถาบันการเมือง" ความยาว 5 หน้ากระดาษเอ 4 มี 13 หัวข้อ สรุปสาระสำคัญคือ 1.พลเมืองเข้มแข็ง นักการเมืองมีคุณธรรม ระบบการเมืองใหม่เน้นปลูกฝังความเป็นพลเมืองทุกระดับ ให้มีสมัชชาพลเมืองระดับชุมชนจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ ทำหน้าที่ทำแผนพัฒนาพื้นที่ เห็นชอบงบฯและตรวจสอบภาครัฐและองค์กรปกครองท้องถิ่น ในระดับชาติ มีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีหน้าที่พิทักษ์คุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลของนักการเสือง เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนทุกระดับ ตรวจสอบไต่สวนการละเมิดจริยธรรมของบุคคลสาธารณะและแจ้งให้สังคนทราบ พร้อมส่งเรื่องต่อถึงผู้มีอำนาจดำเนินการ

2.ความเป็นกลางในการกำหนดวันเลือกตั้งและการรักษาการระหว่างเลือกตั้ง หลังการยุบสภารอเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ และให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเองให้มีผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ในกรณีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของปลัดกระทรวงทั้งหมดและต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

3.โครงสร้างทางการเมืองที่สมดุลโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ให้มีส.ส.ไม่เกิน 480 คน สภาบริหารโดยใช้หลักเสียงข้างมาก 4.การกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสองสภา(ส.ส.-ส.ว.) ซึ่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน การเสียภาษี และที่มาก่อนวันรับสมัครต่อคณะผู้ตรวจสอบข้อมูล หากชี้แจงที่มาไม่ได้ ก็ไม่ให้ลงรับสมัครเลือกตั้ง

5.การตรวจสอบการหาเสียง ทุกนโยบายที่พรรค หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจะใช้หาเสียง ต้องระบุจำนวนงบประมาณแผ่นดินที่จะใช้และระบุแหล่งที่มาของรายได้ดงักล่าว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ส่วนการหาเสียงกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีส.ส. ลำดับที่ 1-4 ในสภาฯครั้งที่แล้ว ต้องขึ้นดีเบตในโทรทัศน์ก่อนวันลงคะแนนเสียงตามที่กฎหมายกำหนด 6.ระบบเลือกตั้งส.ส.ที่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนและทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ใช้ระบบการเลือกตั้งส.ส.แบบสัดส่วนผสม ให้มีส.ส.จำนวน 450 แต่ไม่เกิน 480 คน เป็นส.ส.เขต 250 คน ส.ส.สัดส่วน 200 คน ใช้หลักสัดส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อต่อส.ส.เขตแบบ 4:5 โดยเรียกส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่นี้ว่า บัญชีรายชื่อเติมเต็ม เพื่อกำหนดสัดส่วนส.ส.ที่แต่ละพรรคหรือกลุ่มได้รับจริงให้สัมพันธ์จำนวนส.ส.เขต ที่สำคัญคือไม่ทำให้เกิดการกินรวบเหมือนเดิม

7.ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น โดยในบัตรเลือกตั้งส.ส.เขต ให้ยกเลิกหมายเลขหรือเบอร์ผู้สมัคร แต่ให้ใส่ชื่อ นามสกุลและรูปภ่ายของผู้สมัคร ส่วนบัตรส.ส.บัญชีรายชื่อให้ใส่ชื่อพรรค กับหัวหน้าพรรคและโลโก้พรรค ให้มีการล่อขายเสียง เพื่อจับผู้ซื้อเสียง แบบเดียวกับการล่อซื้อยาเสพติด ที่สำคัญ หากเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือซื้อเสียงในการเลือกตั้งเขตใด ให้กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ ไม่จำกัดครั้ง โดยไม่นำคะแนนทั้งส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อในเขตนั้น ไปรวมกับคะแนนที่ได้ทั้งประเทศ พร้อมกำหนดห้ามผู้ซื้อเสียงหรือเคยมีคดีทุจริตเข้าสู่การเมือง โดยห้ามดำรงตำแหน่งใดๆทั้งในภาครัฐและบริษัทมหาชน จำกัดตลอดชีวิต และแก้ไขให้สามารถเปิดสภาฯได้ใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีส.ส.ที่รับรองผลการเลือกตั้งแล้วร้อยละ 85

8.การทำให้ส.ส.เป็นผู้แทนฯที่แท้จริง ไม่ใช่ลูกจ้างของพรรคหรือหัวหน้าพรรค โดยผู้สมัครส.ส.เขตไม่ต้องสังกัดพรรค ส่วนกลุ่มการเมืองไม่สังกัดพรรคลงได้แต่ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยส.ส.มีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องโหวตตามมติพรรค และพรรคไม่มีสิทธิ์ขับออกจากการเป็นส.ส.หรือขับออกจากพรรคได้ เพื่อให้เป็นอิสระและทำตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง 9.ปรับพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ควบคุมการรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของพรรครวมถึงผู้บริหารพรรค 10.ให้มีการถ่วงดุลในการบริหารในรัฐสภาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล โดยประธานสภาผู้แทนฯไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคให้ทำหน้าที่เป็นกลาง ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนลำดับที่ 2 และ 3 เป็นรองประธานสภาฯเพื่อให้ฝ่ายค้านมีรองประธานสภาด้วย ส่วน คณะกมธ.สภาฯชุดสำคัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ.

11.วุฒิสภา สภาพพหุนิยมสร้างความสมดุลให้ระบบการเมือง ให้มี 200 คน มีความหลากหลายเป็นพหุนิยม มีวาระ 3 ปี เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ มาจาก 5 สาย มีอำนาจเสนอกฎหมาย ตั้งกระทู้ถามนายกฯและคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตรวจสอบประวัติผู้ทึ่นายกฯเสนอเป็นครม. และหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน เสนอสมัชชาคุณธรรมตรวจสอบจริยธรรม รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูงและองค์กรอิสระได้ หากผิดก็ถอดถอนได้ ซึ่งการถอดถอนให้ลงมติร่วมกับส.ส.โดยใช้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา ลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระ 12.นายกฯและครม.ที่มาจากสภาผู้แทนฯ มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายใต้ระบบการตรวจสอบที่ดี โดยนายกฯต้องมาจากการเลือกของส.ส.ในสภาฯ นายกฯต้องส่งชื่อ ครม.ให้ส.ว.ตรวจสอบก่อน 2 สัปดาห์ให้สังคมทราบ นายกฯและครม.มีหน้าที่ต้องตอบกระทู้

13.การกําหนดให้ผู้ซึ่งมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าเป็นผู้ครอบงํา นําชัก หรือสั่งการให้พรรคการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง หรือข้าราชการกระทําการใดๆ ต้องมีความรับผิดทางอาญา ทางวินัย การเงิน การคลัง และงบประมาณ และความรับผิดอื่น เช่นเดียวกับผู้ที่ตนสั่ง ครอบงํา หรือนำชัก