ยกฟ้องอดีตสมาชิกอบจ.ปราจีนกับพวกฮั้วประมูล

ยกฟ้องอดีตสมาชิกอบจ.ปราจีนกับพวกฮั้วประมูล

พิพากษายกฟ้องอดีตสมาชิกอบจ.ปราจีนพร้อมพวก6คน ชี้หลักฐานอัยการโจทก์ยังน่าสงสัยจำเลยมีส่วนฮั้วประมูลก่อสร้างจังหวัดปี55

ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.922/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเต็มพงษ์ หรือโต้ง ฤทธิ์เดช อดีตสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี , นายอุทิศ หรือตึ๋ง ฤทธิ์เดช , จ.อ.ศตวรรษ หรือแก๋ง อาจโยธา , นายเชิดเกียรติ หรือชาด เกษมสุข , นายตะวัน ฤทธิ์เดช และนายพรชัย ระวังภัย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐาน ร่วมกันให้หรือรับว่าจะให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อจูงใจ ให้ผู้นั้นไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา และร่วมกันข่มขืนใจไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ม. 3, 5, 6 และ 13

ตามฟ้อง อัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.56 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 5-13 พ.ย.55 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี ร่วมกับจำเลยที่ 2-6 ขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบริษัทเอกชน 12 ราย เข้าไปซื้อเอกสารร่วมประมูลโครงการก่อสร้างในจังหวัดได้ โดยเสนอให้และรับว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้เสียหาย ซึ่งพวกจำเลยได้แสดงพฤติการณ์ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหายด้วย เหตุเกิดที่ อ.เมือง จ.ปราจีน บุรี ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหก ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 5-13 พ.ย.55 อบจ.ปราจีนบุรีได้เปิดประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งมีกลุ่มบุคคล เข้าขัดขวางการยื่นซองประกวดราคา โดย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 ขณะนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมตัวเข้าไปเป็นบุคคลที่เข้ายื่นซองประกวดเสนอราคา ตามนโยบายปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปลอมตัวเข้ายื่นซองประกวดราคา เป็นพยานหลายปาก เบิกความว่า พบนายเชิดเกียรติ จำเลยที่ 4 ยืนอยู่บริเวณทางเข้า อบจ.ปราจีนบุรี เดินเข้ามาสอบถามพยานว่ามาทำอะไร เมื่อทราบว่าจะมาร่วมยื่นซองประกวดราคา จำเลยที่ 4 จึงบอกให้พยานไปรอที่ร้านอาหารในบริเวณนั้นจะมีคนเข้ามาแจรจาด้วย พร้อมทั้งเสนอว่าจะมีการโอนเงินให้ เมื่อพยานไม่สามารถเข้าไปร่วมยื่นซองประมูลราคาได้เพราะถูกกีดกัน พยานจึงจำยอมให้เลขที่บัญชีกับจำเลยเพื่อให้โอนเงินตามที่เสนอกัน และแม้มีพยานเบิกความว่า เห็นนายเต็มพงษ์ จำเลยที่ 1 ใช้มือตบหน้าบุคคลโดยมีหลักฐานเป็นภาพวีดีโอนั้น แต่ก็เป็นภาพที่ไม่ชัดเจน ซึ่งบุคคลดังกล่าวอาจจะเป็นคนขับรถของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยอ้างก็ได้

ส่วนหลักฐานโจทก์ที่อ้างว่า เป็นเทปการสนทนา ซึ่งเป็นการพูดคุยของนายศศิธร หย่งศรี เจ้าของบัญชีธนาคารที่โอนเงินให้กับพยาน ซึ่งพยานโจทก์ทุกปากให้การพาดพิงถึงนายศศิธรที่น่าเชื่อเป็นตัวการสำคัญ แต่กำลังหลบหนีอยู่ โดยการฮั้วประมูลนั้นน่าจะต้องมีการกระทำเป็นกระบวนการ แต่ก็ยังไม่ปรากฏความเชื่อมโยงนายศศิธร เกี่ยวข้องกับกลุ่มนิติบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้จะพบว่า จำเลยทั้งหกอยู่ในสถานที่เกิดเหตุจริง แต่กรณีก็ยังมีเหตุสงสัยอยู่มาก ว่าจำเลยทั้งหกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี ได้หรือไม่ พยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง ส่วนเงิน 60,000 บาทที่มีการโอนเข้าบัญชี ก็ให้ยึดไว้เป็นของกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งหก มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่ญาติๆ ของพวกจำเลยจำนวนหนึ่ง ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจด้วย

ภายหลังฟังคำพิพากษา จำเลยถึงกับร่ำไห้ เข้าสวมกอดญาติๆ ขณะที่นายเต็มพงษ์ อดีต สมาชิก อบจ.ปราจีนบุรีจำเลยที่ 1 ก็ได้กล่าว ขอบคุณศาลที่เมตตาด้วย