ครม.เห็นชอบลงสัตยาบันต้านก่อการร้ายกับ BIMSTEC มีผลร่วมมือป้องกัน-สืบสวน-ดำเนินคดี-ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการลงนามการให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายสากล องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบค้ายาเสพติดของความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ BIMSTEC ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ และครม.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นผู้ดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ตามขั้นตอนทางการทูตตามที่ สมช. เสนอ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า สาระสำคัญของเรื่องสมช. รายงานว่าอนุสัญญาฯเป็นการกำหนดพันธกรณีของรัฐภาคีในการให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการป้องกัน สืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับการก่อการร้ายสากล องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและลักลอบค้ายาเสพติด ที่จะร่วมมือกันเพื่อดำเนินการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ประสานแนวทางของกลุ่มรัฐภาคี ร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อำนวยความสะดวกความร่วมมือ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของกลุ่มรัฐภาคี ใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล 2.ความร่วมมือในการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 3.ความร่วมในการต่อต้านการลักลอบการค้ายาเสพติด และยังกำหนดให้การปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบภายในของรัฐภาคี
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อนุสัญญาฯยังกำหนดให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐภาคีร่วมมือกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามอนุสัญญาฯ ภายใต้กฎหมายและระเบียบภายในของรัฐภาคี โดยรัฐภาคีที่ได้รับการร้องขอความร่วมมือสามารถตอบปฏิเสธคำขอทั้งหมดหรือบางส่วนได้ หากเห็นว่าคำขอดังกล่าวจะกระทบต่ออธิปไตยของชาติ เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือละเมิดกฎหมายและระเบียบภายในของตน และข้อมูลลับจะไม่ถูกส่งต่อหรือเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีผู้ให้ข้อมูลลับนั้น อย่างไรก็ตามอนุสัญญาฯจะมีผลบังคับใช้เมื่อรัฐภาคีทุกรัฐให้สัตยาบันแล้ว
ทั้งนี้สมาชิก BIMSTEC ปัจจุบันมี 6 ชาติ ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย


