(รายงาน) สปช.เสนอรัฐขยายอายุ "เกษียณ" ลุยกองทุนการออมรับสังคมสูงอายุ
ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เป็นประธาน เมื่อวานนี้ (22 ธ.ค.) ได้มีมติเห็นชอบรายงานและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เรื่อง "หลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ" และการเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554
ตลอดการพิจารณามีสมาชิกสปช.หลายคนเสนอประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะการขยายเวลาเกษียณอายุ และการเร่งเตรียมแผนรับมือสังคมผู้สูงอายุไม่ให้กระทบกับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปประเด็นสำคัญๆ มานำเสนอ
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิก สปช. อภิปรายเสนอแนะว่า 1.ปัจจุบันพบว่าผู้สูงอายุยังมีสุขภาพดีด้วยเทคโนโลยีจำนวนมาก รัฐควรขยายอายุเกษียณจากเดิม 60 ปี เป็น 65-70 ปี โดยพิจารณาตามอาชีพหรือวิชาชีพ 2.ส่งเสริมการออมและวินัยการออมอย่างแท้จริงให้กับแรงงานนอกระบบ 3.สร้างทัศนคติที่ไม่ทำลายศักยภาพของผู้สูงอายุต่อการทำงาน 4.สร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวที่มีความพร้อมมีบุตรทันทีหลังแต่งงาน เช่น เพิ่มอัตราลดหย่อนภาษี
5.ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในงานสาธารณะตามประสบการณ์ เช่น ชุมชน สถานศึกษา 6.ส่งเสริมแนวทางให้บุตรดูแลพ่อแม่วัยชรา รวมถึงเพิ่มนโยบายเพื่อคนชราของรัฐ อาทิ บ้านพักคนชรา และ 7.ให้คนต่างชาติที่มีคุณภาพซึ่งอาศัยในประเทศไทยได้รับสัญชาติไทย
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิก สปช. อภิปรายว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในอนาคต คือ จะมีสัดส่วนคนชราเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีระบบการออมเงินที่เพียงพอและเหมาะสม จึงอาจส่งผลกระทบต่อการรวมตัวเป็นเออีซีได้ ดังนั้นการมองนโยบายประชากรกับข้อเสนอที่ระบุว่าให้ทบทวนอายุการทำงาน เปิดช่องให้คนมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปได้ทำงานมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิของพลเมืองในรัฐธรรมนูญที่หลายประเทศยึดถือ จึงเป็นทางออกที่ดี โดยต้องมีการส่งเสริมและจัดระบบการออมให้เป็นไปอย่างทั่วถึง
นางอุบล หลิมสกุล สมาชิก สปช. ในฐานะรองประธาน กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ กล่าวว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการเตรียมตัวสำหรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ 70-100 ปี แต่ประเทศไทยใช้เวลาเพียง 20 ปี ดูตัวเลขในปี 2543 มีผู้สูงอายุร้อยละ 8 ขณะที่ในปี 2563 ที่มีการคาดการณ์จะมีผู้สูงอายุร้อยละ 16
การทำงานด้านผู้สูงอายุที่ผ่านมานั้น จะมียุทธศาสตร์ผู้สูงอายุภายใต้แผนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย โดยยุทธศาสตร์ที่มีความล้มเหลวที่สุด คือ การเตรียมความพร้อมที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ เรื่องการออม ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังทำในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คือการสร้างหลักประกัน
จากงานวิจัยและการวิเคราะห์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ความต้องการของผู้สูงอายุ คือ การมีคุณภาพชีวิตที่ดี หมายถึงการมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี อีกทั้งได้อยู่กับครอบครัวของตัวเอง ผู้สูงอายุต้องการความมั่นคงทั้งเรื่องรายได้ ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมของชีวิตและทรัพย์สิน ผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในสังคมกับกิจกรรมที่ชอบและถนัด มีโอกาสเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย
เมื่อถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไป ผู้สูงอายุก็อยากจากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี ฉะนั้นสิ่งเราพูดเรื่องกฎหมาย คือการสร้างหลักประกันให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ด้าน สมาชิก สปช.อีกหลายคน เช่น นางสาวสารี อ๋องสมหวัง นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ นายเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ และฝากข้อสังเกตว่า หลักประกันด้านเศรษฐกิจหรือการมีรายได้เพื่อใช้จ่ายปัจจัยพื้นฐานในวัยที่ไม่สามารถทำงานหารายได้ได้แล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคงคุณภาพชีวิตที่ดีเอาไว้ แม้ว่ารัฐจะจัดเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุคนละ 600-1,000 บาทต่อเดือน แต่เงินจำนวนนี้ยังไม่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตที่ดี
ประกอบกับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แหล่งรายได้ที่สำคัญของผู้สูงอายุไทย คือ บุตรหลาน แต่ปัจจุบันขนาดครอบครัวเล็กลง และการหวังพึ่งพาบุตรหลานมีแนวโน้มลดลง จึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากเงินออมที่ทาง กมธ.ปฏิรูปสังคมฯได้เสนอเพื่อเป็นหลักประกันกับสูงอายุนั้น ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ทันท่วงที จึงอยากฝาก กมธ.ให้พิจารณาถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง อย่าเพิ่งไปมองเรื่องเงินที่จะนำมาสมทบ แต่ควรเป็นสวัสดิการทางสังคมที่คนวัยสูงอายุควรจะได้รับมากกว่า
ปัจจุบันการให้เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะดูตามอายุของผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง แต่ควรดูความยากจนเป็นเกณฑ์ ซึ่งรัฐอาจต้องสร้างเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 100 บาท ไม่ใช่วันละ 20 หรือ 30 บาทอย่างในปัจจุบัน
ส่วนผู้ใช้แรงงานที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต จะไม่มีหลักประกันในการดูแลตนเอง จึงควรผลักดันให้กลุ่มเหล่านี้มีหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านระบบการออมแห่งชาติด้วย
..................................
รัฐบาลเร่งผ่านร่างกฎหมายเป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมาและปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้มีมติเห็นชอบสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในของขวัญใหม่ที่จะมอบให้ประชาชน
สาระสำคัญคือออมไว้เพื่อความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิต ส่วนการประกันตนตามมาตรา 40 มีสาระสำคัญคือเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบงานบริษัท หรือทำงานอิสระ ให้มีสิทธิเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมาย แต่ผู้ที่รับผลประโยชน์ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจะเลือกรับประโยชน์ในรูปแบบใด
สำหรับแผนพัฒนาการเด็กประถมวัยที่ยังขาดในเรื่องการคุ้มครอง ที่มีการเสนอแนวคิดให้เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ปีคนละ 400 บาทต่อเดือนนั้น นายยงยุทธกล่าวว่าแนวคิดดังกล่าวมาจากหลายภาคส่วนรวมทั้งจากในต่างประเทศ และข้อเสนอภายในประเทศซึ่งเมื่อหารือกันและคำนวณงบประมาณแล้วเห็นว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 10,000 - 20,000 ล้านบาทต่อปี
ดังนั้นจึงต้องศึกษาก่อนในปีแรก เช่น อาจลองดำเนินการในปีเดียว หรือจากนั้นลดจำนวนงบประมาณลงสนับสนุนลง หรือพิจารณานำใช้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีอยู่แล้วเข้ามาช่วยซึ่งมีหลายแนวทางที่ทำได้และต้องหารือกันผู้เกี่ยวข้องก่อนว่าวิธีใดเหมาะสมที่สุด
ด้านนายสมหมาย กล่าวว่าในเรื่องกองทุนการออมนั้น ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเกี่ยวกับการออมชราภาพว่า ควรจะใช้เครื่องมือของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะใช้แนวทางของกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ของพรรคเพื่อไทย โดยคาดจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
"หลังจากนั้นจะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป โดยกองทุนทั้ง 2 แนวทางมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ดังนั้นต้องดูว่าแนวทางไหนจะดีที่สุด"
ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่าแนวคิดในเรื่องการออกกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องที่ดีแต่หากพิจารณาจากโครงสร้างประชากรในปัจจุบันจะพบว่ามีอุปสรรคในการจัดทำกองทุนการออมแห่งชาติเนื่องจากปัจจุบันประชาชนวัยแรงงานของไทยที่มีอยู่ประมาณ 38 ล้านคนกว่า 30 - 40% เป็นแรงงานที่อยู่ในวัย 50 ปีหรือมีอายุมากกว่า 50 ปี
"นโยบายนี้เป็นสิ่งที่ดูดีแต่จะมีข้อจำกัดในการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากปกติในการคำนวณเงินในการออมในกองทุนสำหรับการเกษียณอายุ เช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) จะคำนวณจากรายได้เดือนสุดท้ายของผู้ที่ทำงาน ซึ่งเมื่อเกษียณแล้วได้รายได้เท่าเดิมเท่ากับว่าผู้สูงอายุไม่ต้องลดมาตรฐานในการใช้ชีวิต หรือหากใช้แนวคิดว่ากองทุนฯจะจ่ายเงินให้เพียงพอต่อมาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในระดับต่ำ เงินที่เกษียณอายุจะได้รับก็ไม่ควรต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำ หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 6,000 - 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตัวเลขตรงนี้สามารถนำไปคำนวณเป็นเงินที่จะต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนระหว่างแรงงานและรัฐบาล รวมทั้งกำหนดระยะเวลาในการออมที่ชัดเจนด้วย"นายนิตินัยกล่าว





