วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แม่ทัพภาค4สั่งสอบทหารอุ้มยูเครน

"พล.ท.ปราการ" แม่ทัพภาค4สั่งสอบทหาร อุ้มยูเครน ย้ำขอให้รอผลการสอบสวนก่อนว่าเป็นอย่างไร

เมื่อวานนี้ (20 ธ.ค.) ที่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ จินดาเงิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และ พ.ต.อ.จิรศักดิ์ เสียมศักดิ์ ผกก.ฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวกรณีตำรวจ สภ.ฉลอง และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตจับกุมทหาร และพลเรือนรวม 10 คน เหตุอุ้มนักท่องเที่ยวชาวยูเครน 2 สามีภรรยา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ กล่าวว่า เนื่องจากมีผู้มาแจ้งข่าวกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารว่า อาจจะมีผู้ที่กระทำความผิดเป็นชาวต่างชาติเข้ามาหลบซ่อนอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ลักษณะคล้ายกับอาชญากรข้ามชาติ จึงขอให้ทหารเข้าไปช่วยตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเพราะการใช้กฎอัยการศึกน่าจะดำเนินการได้รวดเร็วกว่า จึงได้มีการสอบถามและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากผู้ร้องเรียนว่า เป็นผู้เสียหายจริง และได้นำไปพบกับผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน โดยใช้สถานที่ของ มทบ.41 ประจำ จ.ภูเก็ต และให้ทหารเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือคนกลาง เป็นพยานให้

"ในการพูดคุยนั้นสองฝ่ายพูดคุยกันเอง จนทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาทำความผิดที่ประเทศยูเครนในลักษณะของการยืมเงินจากผู้เสียหาย ประมาณ 15 ล้านบาท และผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าผิดจริง จึงได้ให้ตกลงกัน โดยผู้ถูกกล่าวหายินดีที่จะชดใช้ให้ จากนั้นได้มีการนัดวิธีการจ่ายเงินกัน ก็คิดว่าจบเรื่องแล้ว แต่ในส่วนของทหารมีบางเรื่องที่ต้องติดตาม คือ ในส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้วหนีมาหลบซ่อนอยู่ จ.ภูเก็ต ซึ่งเราไม่ต้องการให้ผู้ที่กระทำผิดเข้ามาอยู่ในพื้นที่ จึงติดตามพฤติกรรมหรือเป็นข้อมูลเพื่อดำเนินการต่อไป" พล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ กล่าว

เขากล่าวต่อว่า หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงกันได้และจะไปเบิกเงินมาใช้หนี้ ได้ขอให้ทหารไปด้วยเพื่อเป็นพยานว่าได้มีการใช้หนี้กันแล้ว ซึ่งฝ่ายทหารก็ตกลง และต้องการดูพฤติกรรมด้วย จึงเข้ามาคุมเชิงข้างนอกธนาคาร ขณะเดียวกันในช่วงที่ตกลงกันนั้นทางภรรยาของผู้ถูกกล่าวหานั้น ได้กลับบ้านและไปแจ้งความที่ สภ.ฉลอง ซึ่งอาจจะเกิดจากความกลัวหรือความไม่เข้าใจ โดยมองว่าการไปนั่งพูดคุยกันนั้นเป็นการควบคุมตัวและข่มขู่ รวมทั้งในระหว่างที่มีการจ่ายเงินกันนั้นเจ้าหน้าที่ทหารก็คอยดูแลอยู่ด้านนอกธนาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นก็ได้เข้าควบคุมตัว ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดกันเล็กน้อยว่าทหารไปอยู่เบื้องหลัง และมีการข่มขู่

ด้าน พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ได้รับรายงานดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ ผบ.มทบ.41 ส่งไปประสานกับตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเข้าสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเอาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้ก่อนว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น

โดยในเบื้องต้นที่ได้รับรายงานทหารว่า ได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายชาวยูเครนที่เป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายว่าให้เข้ามาช่วยเหลือในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลในเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน โดยทหารได้ไปเชิญคู่กรณีมาพบกันเพื่อเคลียร์ปัญหา และได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็อยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นต่อไป แต่ไม่แน่ใจว่าขั้นตอนการปฏิบัติของพวกเขานั้นผู้บังคับบัญชารับทราบหรือไม่ และมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร จึงต้องมีการสอบสวนอีกครั้ง

พล.ท.ปราการ กล่าวว่า เบื้องต้นไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นคำแก้ตัว ถ้าเป็นข้อเท็จจริงก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทหารด้วย ถ้าเป็นคำแก้ตัวแล้วไปสมรู้ร่วมคิดเพื่อเงินส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ก็ต้องดำเนินคดีกันไป การทำงานต้องมีขั้นมีตอนไม่ใช่ว่าได้รับการร้องขอแล้วจะทำได้เลย ผู้บังคับบัญชาต้องอนุมัติ

"ผมไม่เอาไว้แน่นอนบุคคลประเภทนี้ จะดำเนินคดีทั้งวินัย และอาญา ผมเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการตามกฎหมายได้เลย ขอให้รอผลการสอบสวนก่อนว่าเป็นอย่างไร" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว