วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลูกหนี้เฮ.!!! สนช.ผ่านกม.ทวงถามหนี้

สนช.ผ่านกม.ทวงถามหนี้ ตั้งกก.ทวงหนี้มี รมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธาน ผุดกรรมการทวงหนี้ประจำจังหวัด

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัตติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.... ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างดังกล่าวมีสาระเรื่องการควบคุมและกำกับดูแลการทวงหนี้ ซึ่งในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้กรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายมาตราเพื่อให้รัดกุมและรอบคอบมากยิ่งขึ้น อาทิ มีการกำหนดนิยามต่างๆ เช่น “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สิ้นเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึงผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ “ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติหรือบุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อไปทุกทอด“สินเชื่อ” หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย “ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทำแทนลูกความของตน และให้มีคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ที่มีรมว.หมาดไทยเป็นประธาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลทวงถามนี้ของผู้ทวงถามหนี้ และให้มีบทกำหนดโทษทั้งจำคุกและปรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯ ยังได้เพิ่มเติมให้มีคณะกรรมการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อัยการจังหวัด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ในพื้นที่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด คลังจังหวัด ประธานสภาทนายความจังหวัด เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นกรรมการและให้ใช้ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจเป็นสถานที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ รวมทั้งให้หัวหน้าหน่วยงานส่งเรื่องไปยังที่ทำการปกครองจังหวัดหรือกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วแต่กรณี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนมาตรา 6 การห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว โดยได้มีการเพิ่มความ( 2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จำเป็นและตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ยังเพิ่มมาตรา 11/1 ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการดังต่อไปนี้ 1)ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ 2)การทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งสมาชิกได้มีซักถามถึลงประเด็นดังกล่าวถึงเหตุผลในการเพิ่มข้อความดังกล่าว

ในส่วนของบทลงโทษ กรรมาธิการได้เพิ่มเติมมาตรา 32/1 ในกรณีผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษอาญาตามพ.ร.บ.นี้เป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือไม่สั่งการ หรือการกระทำการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการแทนนิติบุคคลนั้น บุคคลดังกล่าวต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในความผิดนั้นๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกได้มีการสอบถามถึงการเพิ่มเติมเนื้อหาในร่างกฏหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐประกอบธุรกิจทวงหนี้ ซึ่งนายวรรณชัย บุญบำรุง กมธ.​ฯ ชี้แจงว่า สาเหตุคือเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารและตำรวจเข้ามาทำการทวงหนี้ แม้จะไม่ข่มขู่ แต่ก็ถือว่าไม่เหมาะสม และถือเป็นการคุ้มครองลูกหนี้ จึงต้องตัดไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเลย และหากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท แต่เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่สหกรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพิจารณาเรียงลำดับตามมาตราจนเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 150 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป จากนั้นนายพรเพชร ได้แจ้งให้ที่ประชุมว่า ได้มีการประสานกับรัฐบาลว่าจะไม่มีกฏหมายใหม่เข้ามา และไม่มีเรื่องที่จะบรรจุเข้าวาระการประชุม ดังนั้นตนจึงของดประชุมสนช.ในวันที่ 25 - 26 ธ.ค.