วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

มหากาพย์คดี'พงศ์พัฒน์-สุวะดี'(2)

มหากาพย์คดี'พงศ์พัฒน์-สุวะดี'(2)

(รายงาน) มหากาพย์คดี 'พงศ์พัฒน์-สุวะดี' (2) แก๊งอุ้มลดหนี้ - อ้างเบื้องสูงทำธุรกิจ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว นอกเหนือจากเครือข่ายของอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ซึ่งเป็นผู้ต้องหากลุ่มที่หนึ่งแล้ว ยังมีผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์นี้อีก 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่สอง คดีกลุ่มผู้ต้องหา "สุวะดี" หรือ อดีตสกุล "อัครพงศ์ปรีชา" ซึ่งเป็นเครือญาติของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเครือข่าย มีทั้งหมด 5 คดี ได้แก่

1. คดีอุ้มผู้เสียหายไปข่มขู่โดยแอบอ้างสถาบันเพื่อให้ยกหนี้จำนวน 30 ล้านบาท ท้องที่ สน.พระโขนง มีผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คน จับกุมแล้ว 5 คน ได้แก่ 1.นายณัฐพล สุวะดี 2.นายณรงค์ สุวะดี 3.นายสิทธิศักดิ์ สุวะดี 4.นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ 5.นายชากานต์ ภาคภูมิ ส่วนที่ยังติดตามจับกุมไม่ได้มี 2 คน คือ นายไพเชษฐ์ เมธิสริยพงศ์ กรรมการบริษัทเจ้าของสัมปทาน รถเมล์ สาย 8 และ นายปรีชา ดาราไตร นักธุรกิจซื้อขายรถมือสอง (ผู้จ้างวาน)

โดยพฤติการณ์คือ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2557 นายปรีชา ได้จ้างวาน นายชากานต์กับพวก ไปดักรอ นายวิทยา ปัญญาทวีกูล ผู้เสียหาย ที่หน้าบ้านในซอยสุขุมวิท 101 เขตพระโขนง จากนั้นใช้อาวุธปืนขู่บังคับไปที่บ้านหลังหนึ่งย่านพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา เพื่อพบกับนายณัฐพล แล้วบังคับนายวิทยาติดต่อบุคคลที่รู้จักให้ไปเจรจาเรื่องหนี้สินที่ค้างอยู่ทั้งหมด

เมื่อนายวิทยาพยายามติดต่อบุคคลใกล้ชิดให้ไปพบกับพวกผู้ต้องหาที่ร้านอาหารเบิกไพร ใกล้กับวัดศรีเอี่ยม ถนนบางนา-ตราด แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกมาพบ ผู้ต้องหาจึงควบคุมตัวนายวิทยาไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว 1 คืน ก่อนจะปล่อยตัวไป โดยลักทรัพย์สินนายวิทยาไปด้วย เป็นบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถยนต์ตลอดชีพ เงินสดจำนวน 1,800-2,000 บาท สุรา 1 ขวด นายวิทยาจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.พระโขนง

ทั้งหมดถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง, กรรโชกทรัพย์ทวงหนี้ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ, กระทำการข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, หน่วงเหนี่ยวกักขัง ผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ, ร่วมกันมีอาวุธปืน และพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 309 วรรคสอง, 310, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ

2. คดีอุ้มผู้เสียหายไปข่มขู่โดยแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อให้ลดหนี้จาก 120 ล้านบาท ให้เหลือ 20 ล้านบาท ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร โดยคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน ร่วมก่อเหตุในท้องที่ สน.พระโขนง และเป็นคดีในเขตอำนาจศาลทหารกรุงเทพฯ ได้แก่ นายชากานต์ นายณรงค์ และนายณัฐพล โดย 3 คนนี้เป็นผู้ต้องหาคนเดียวกับคดีที่ สน.พระโขนง

ส่วนที่เหลือ 7 คน ได้แก่ 1.นายชลัช โพธิราช 2.นายวิทยา เทศขุนทด 3.นายณธกร ยาศรี (อดีตทหารยศ ส.อ.) 4.นายธีรพงศ์ ช่อจำปี (อดีตทหารยศ ส.อ.) 5.นายณัฐนันท์ ทานะเวช 6.นายนพพร ศุภพิพัฒน์ (ผู้จ้างวาน) และ 7.น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เจี๊ยบ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด (คนกลางติดต่อ) ซึ่งผู้ต้องหากลุ่มนี้ที่ยังจับกุมไม่ได้มีเพียงคนเดียวคือ นายนพพร

โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหากลุ่มนี้คือ นายนพพร ได้ให้ น.ท.ปริญญา ติดต่อกลุ่มผู้ต้องหาไปข่มขู่และพยายามอุ้มตัว นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล นักธุรกิจ ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอลดหนี้ที่นายนพพร หรือเสี่ยนิค นักธุรกิจด้านพลังงานทางเลือกระดับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นหนี้อยู่ 120 ล้านบาท ให้ลดหนี้เหลือ 20 ล้านบาท

3.คดีแอบอ้างเบื้องสูงข่มขู่ผู้เสียหายให้ถอนตัวจากธุรกิจสัมปทานในตลาดไท ท้องที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตามที่ นายไตรสรณ์ ธีระตระกูล อดีตเจ้าของสัมปทานโรงน้ำแข็งตลาดไท เข้าแจ้งความไว้ว่าถูกนายชากานต์กับพวก 5 คน ข่มขู่ให้เลิกสัมปทานขายน้ำแข็ง มูลค่าความเสียหาย 24 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อเดือน มิ.ย.2556

โดยคดีนี้มีการจับกุม นางนวลรัตน์ เฮงกิจเจริญเลิศ ตามหมายจับจากศาลทหารในข้อหา หมิ่นเบื้องสูง ตาม ป.อาญา มาตรา 112 และข่มขืนใจผู้อื่นให้ตกใจกลัวตามมาตรา 309 ส่วนนายชากานต์ พนักงานสอบสวนได้เข้าไปแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในเรือนจำ

4.ดคีแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อให้มีสิทธิสอบระดับปริญญาโทของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ท้องที่ สน.ลาดพร้าว โดย นายชากานต์ ซึ่งขาดเรียนจนไม่มีสิทธิสอบได้อ้างเหตุติดภารกิจสถาบันเบื้องสูงทำให้ขาดเรียน โดยมีนายณัฐพลให้การสนับสนุนเรื่องเอกสารรับรอง

5.คดีครอบครองอาวุธปืนกล็อกและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ท้องที่ สน.คันนายาว มี นายชากานต์เป็นผู้ต้องหา

กลุ่มที่สาม คดีของ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล (พี่สาวของนายณัฐพล และนายณรงค์ สุวะดี) และ พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล อดีตผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองสมุทรสาคร สองสามีภรรยา กลุ่มนี้แบ่งมีด้วยกัน 2 คดี คือ

1.คดี "สวนผึ้งรีสอร์ท" ซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าของกิจการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ถูกดำเนินคดีข้อกล่าวหา ร่วมกันสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 54, 55 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึงอ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม มาตรา 117,183 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 โดยคดีนี้ทั้งสองได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน

2.คดีแอบอ้างเบื้องสูงเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจกับกองกิจการในพระองค์ฯ โดยมี นางสุดาทิพย์ เป็นผู้ต้องหา หมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112 ป.อาญา โดยในนามคณะบุคคลน้ำทิพย์ นางสุดาทิพย์ได้แอบอ้างเบื้องสูงประมูลขายน้ำพริกประเภทต่างๆ รวมทั้งประมูลได้เครื่องเสวยในนามคณะบุคคลปณสุ ขายผักสด และผักต้ม ให้แก่กองกิจการในพระองค์ฯ ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพ

อย่างไรก็ดีในกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่าย "สุวะดี" นั้น ปปง.ได้อายัดบัญชีอีก 4 บัญชี ของ นางสาวปณิดา สุวะดี หุ้นส่วนในบริษัท ศิรินทิพย์ 2007 จำกัด ร่วมกับนางสุดาทิพย์ นายณรงค์ สุวะดี นางวันทนีย์ สุวะดี นายอภิรุจ สุวะดี พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล และนางสาวขวัญตา เกิดอำแพง ในความผิดฐานแอบอ้างเบื้องสูงหลอกลวงประมูลส่งเครื่องเสวยให้กับกองกิจการในพระองค์ฯ รวมทั้งยึดเงินในบัญชีของนางสาวปณิดา จำนวน 61,644,020.94 บาท ในความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นว่าทั้งสามกลุ่มคดีนั้นยังไม่พบว่าผู้ต้องหาในแต่ละกลุ่มคดีมีพฤติการณ์ทางคดีที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่จนถึงขณะนี้สอบสวนขยายผลก็ยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่รู้ว่าจะยุติลงเมื่อไร