วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วางระบบสามเส้าแก้'วิ่งเต้น-ส่วย'

(รายงาน) แนะสูตรปฏิรูปตร.-ตั้งอธิบดีภาค วางระบบสามเส้าแก้ "วิ่งเต้น-ส่วย"

ประเด็นปฏิรูปที่มีความเคลื่อนไหวและคืบหน้าไม่มากนัก ทั้งๆ ที่มีเสียงเรียกร้องอย่างกว้างขวาง คือ การปฏิรูประบบงานตำรวจ

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ส่งถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) ก็ยังไม่ลงรายละเอียดมากนัก แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวฮือฮาว่าด้วยการยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วตั้ง "สภากิจการตำรวจแห่งชาติ" ที่มีความยึดโยงกับประชาชนขึ้นแทน

ทว่าก็ดูเหมือนไม่ได้รับการขานรับมากนัก ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันก็มีขนาดขององค์กรใหญ่มากจนยากที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้ในชั่วข้ามคืน

อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอที่น่ารับฟังจากอดีตตำรวจผู้ผันตัวไปเป็นนักวิชาการด้านบริหารงานยุติธรรม ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้เสนอโมเดลเอาไว้ให้ช่วยกันขบคิด

"ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับโครงสร้างการบริหารงานตำรวจรูปแบบใหม่ ที่มีการเสนอเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปฏิรูประบบยุติธรรมในประเทศ นั่นคืออำนาจควรถูกแบ่งออกไปตามภูมิภาค เช่น อาจแบ่งออกเป็น 4 ภาค แล้วกระจายสู่ท้องถิ่น อาจให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) แต่ละคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกระดับเทียบเท่าอธิบดีภาค กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ"

นั่นคือหลักการข้อแรกที่ ร.ต.อ.ดร.จอมเดช สนับสนุนในเรื่องการปฏิรูประบบงานตำรวจ คือ การกระจายอำนาจ ก่อนจะอธิบายต่อในรายละเอียด

"สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีฐานะเป็นหน่วยงานบริหารและประสานงานเท่านั้น ลักษณะคล้ายกองบัญชาการกองทัพไทย (หรือกองบัญชาการทหารสูงสุดเดิม) ที่อยู่ในตำแหน่งบริหารสูงสุด แต่ไม่มีอำนาจสั่งการกองทัพบก หรือกองทัพต่างๆ ในทุกเรื่อง โดยสำนักงานตำรวจส่วนกลางมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายให้แต่ละภาคไปบริหารกันเอง พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและบุคลากรเพื่อลงปฏิบัติหน้าที่"

"แต่ละภาคไม่จำเป็นต้องมีนโยบายเหมือนกัน และควรมีอิสระในการบริหาร มีอำนาจตัดสินใจ เช่น ตำแหน่งพนักงานสอบสวนในกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเดือนเท่ากัน เพราะควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับค่าครองชีพของแต่ละท้องที่"

สำหรับหลักการสำคัญข้อที่ 2 ร.ต.อ.ดร.จอมเดช บอกว่า เป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ต้องให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

"สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้บัญชาการภาค หรืออธิบดีภาคนั้น คือ โครงสร้างคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายที่มาจากภาคส่วนต่างๆ อาจมีลักษณะเป็น 3 เส้า คือ ส่วนแรกอาจเป็นตัวแทนจากหน่วยงานจากส่วนกลาง รวมไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนที่สองเป็นตัวแทนตำรวจของแต่ละภาค และส่วนสุดท้ายเป็นตัวแทนจากภาคประชาชน หรือผู้เสียหายในคดี ซึ่งโครงสร้างนี้จะทำให้ยากต่อการวิ่งเต้น เพราะความหลากหลายในบอร์ด"

อีกปัจจัยเสริมความมั่นใจเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายอีกส่วนหนึ่งที่นักวิชาการอดีตตำรวจผู้นี้นำเสนอ คือ ต้องให้คนในท้องที่หรือพื้นที่นั้นๆ มีส่วนในการคัดเลือกตำรวจของตนเองด้วย เพราะคนในท้องที่คือผู้ใช้บริการ เปรียบเหมือนการนำรถเข้าไปใช้บริการในศูนย์บริการแต่ละแห่ง เจ้าของรถคือผู้ใช้บริการที่จะทราบคุณภาพงานบริการที่ได้รับ และศูนย์บริการรถยนต์จะต้องแข่งขันกันให้บริการเพื่อให้ได้คะแนนความพึงพอใจจากลูกค้า

หรือคิดอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการเลือก รปภ.มาประจำหน้าหมู่บ้าน หรือแม้แต่ผู้เสียหายที่ถูกขโมยขึ้นบ้าน เขาต้องไปแจ้งความที่โรงพัก พวกเขาคือผู้เสียหายที่ไปใช้บริการตำรวจ เสียงของคนเหล่านี้ต้องมีส่วนในการกลั่นกรองการทำงานของตำรวจและการโยกย้ายตำรวจด้วย

ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ยังย้อนอธิบายถึงข้อดีของการตั้งอธิบดีตำรวจภาคว่า จะทำให้จุดสูงสุดขององค์กรและวิชาชีพถูกกระจายออกไป ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนมุ่งสู่ดวงดาวได้มากขึ้น

"ตามแนวคิดนี้ เมื่อตำแหน่ง ผบ.ตร.ถูกกระจายออกไปเป็นอธิบดีภาคต่างๆ จำนวน 4 ที่นั่ง ทำให้ฝันของตำรวจที่ต้องการไปถึงจุดสูงสุดในอาชีพคงไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่ต้องมาจ้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเพราะ ผบ.ตร.มีเพียงที่นั่งเดียวอีกต่อไป และยังทำให้การจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เสื้อเกราะ อาวุธปืน หรือจำนวนเงินที่จัดอนุมัติให้ในโครงการต่างๆ มีโอกาสยิงตรงไปที่หน่วยงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ไม่ต้องผ่านการหักค่าหัวคิวหลายระดับ"

ส่วนหน่วยงานที่จะกระจายลงไปสู่ท้องถิ่น นอกเหนือจากตำรวจท้องที่แล้ว ร.ต.อ.ดร.จอมเดช บอกว่า ยังรวมถึงตำรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะ เพราะรับผิดชอบงานที่ไม่ใช่หน้างานตำรวจจริงๆ เช่น จราจร ป่าไม้ ตำรวจท่องเที่ยว หรือตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น หลายประเทศที่พัฒนาแล้วเลือกใช้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรับผิดชอบหน้าที่เหล่านี้ เนื่องจากไม่ใช่งานของตำรวจโดยตรง

โดยเฉพาะงานจราจร ซึ่งเป็นหน่วยงานตำรวจที่ใหญ่ที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นภาระด้านกำลังพลและงบประมาณแล้ว ยังเป็นหน่วยงานที่มีโอกาสทำให้ตำรวจยืนฝั่งตรงข้ามกับประชาชนได้ง่ายที่สุดด้วย

สำหรับพฤติกรรมเรียกรับส่วยและการวิ่งเต้นของตำรวจไทยนั้น นักวิชาการอดีตตำรวจ เห็นว่า แม้จะมีการปฏิรูปแล้ว แต่พฤติกรรมลักษณะดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะลดน้อยลง

"สิ่งสำคัญที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูป แต่อยู่ที่ค่านิยมหลักขององค์กรที่ตำรวจทุกนายต้องช่วยกันสร้างค่านิยมที่ดีให้เกิดขึ้น จริงอยู่สมัยเรียนโรงเรียนนายร้อยสามพราน มีการพร่ำสอนหลักการทำงานที่ดี บ่มเพาะอุดมคติมาตลอด 4 ปี จนเชื่อได้ว่าร้อยตำรวจตรีจบใหม่ทุกนายจะไม่รับเงินสินบน แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ แล้วต้องอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่การรับส่วยเป็นเรื่องปกติธรรมดา สุดท้ายแล้วตำรวจใหม่เหล่านั้นก็ต้องรับ"

และนั่นคือความจำเป็นที่ต้องรื้อค่านิยมกันใหม่ทั้งหมด!