เลขาฯปปง. สั่งอายัดบัญชีเงินฝากพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก รวมกว่า100ล้านบ. พบ "พงศ์พัฒน์" มีเงินฝากแค่7หมื่น
ชี้จนผิดปกติ เชื่อเชี่ยวชาญฟอกเงินจึงแปลงเป็นวัตถุโบราณ ส่วนกลุ่มเครือข่าย "สุวะดี" ก็อายัดเพิ่มอีกหลายบัญชี คาด ม.ค.58 ทำบัญชีเสร็จทั้งหมด "ประวุฒิ" รับจ่อย้ายนายตำรวจเครือข่ายพงศ์พัฒน์ราว 10% ไม่ถึงขั้นล้างบาง เผยจเรตำรวจสรุปสอบวินัยร้ายแรงเสร็จแล้วคาดชง ตร.พิจารณาเร็วๆ นี้
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงวานนี้ (16 ธ.ค.) ถึงผลการอายัดทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กับพวก ว่า ปปง.ได้อายัดทรัพย์สินเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารของกลุ่มพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และเครือข่ายเพิ่มเติมอีก 111 รายการ รวมมูลค่า 100 ล้านบาท จากเดิมที่มีมติอายัดทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน 104 รายการ มูลค่ากว่า 400 ล้านบาทไว้ก่อนหน้านี้ รวมเป็นทรัพย์สินที่อายัดไว้จำนวน 215 รายการ มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวต่อว่า สำหรับบัญชีเงินฝากเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จำนวน 107 บัญชี รวมเป็นเงินฝากทั้งสิ้น 37.9 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวพบว่าบัญชีเงินฝากในชื่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีเพียงแค่ 3 บัญชี มีเงินรวม 70,000 บาท และมีการเคลื่อนไหวของเงินน้อยมาก
"ระดับนี้ถือว่าจนผิดปกติ บ่งชี้ว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เป็นผู้รู้กฎหมายฟอกเงินเป็นอย่างดี จึงไม่เก็บทรัพย์สินในรูปของเงินสด ไม่ทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงินและฟอกเงินผ่านวัตถุโบราณ เช่น เครื่องชามสังคโลกที่มีราคาแพงมีการจดบันทึกราคาไว้ใบสูงละถึง 50,000 บาท การตรวจสอบเส้นทางการเงินจึงทำได้ยากลำบาก" พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า บัญชีเงินฝากของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไม่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นยกเว้นนายชอบ และนางปิยพรรณ ชินนะประภา สองผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นน้องเขยและน้องสาว
เลขาธิการ ปปง. กล่าวอีกว่า ในส่วนของ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. มีเงินฝากจำนวน 7 บัญชี เป็นเงิน 3,187,475.37 บาท พ.ต.อ.อัครวุฒิ หลิมรัตน์ จำนวน 15 บัญชี เป็นเงิน 2,404,798.98 บาท พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ จำนวน 2 บัญชี เป็นเงิน 5,300,000 บาท
นายทรงพล ทองสิน จำนวน 53 บัญชี เป็นเงิน 3,096,777.80 บาท ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา จำนวน 8 บัญชี เป็นเงิน 500,513.25 บาท ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง จำนวน 2 บัญชี เป็นเงิน 10,828 บาท และนางสาวชื่นกมล รุ่งธีรพงศ์ จำนวน 16 บัญชี เป็นเงิน 28,655,506.42 บาท
โดยการตรวจสอบพบว่า นางสาวชื่นกมลเป็นภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายทรงพล ทั้งคู่ทำหน้าที่ฟอกเงินให้กับ พล.ต.ต.โกวิทย์ ซึ่งแม้ว่า นางสาวชื่นกมล จะยังไม่ถูกออกหมายจับจากพนักงานสอบสวน แต่เป็นผู้มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงซึ่งเข้าข่ายความผิดกฎหมายฟอกเงิน
สำหรับ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) พบกระแสเงินเคลื่อนไหว 31 ล้านบาท แต่ขณะเข้าตรวจสอบไม่พบมีเงินหลงเหลืออยู่ในบัญชี
อายัดบัญชีเครือข่าย"สุวะดี"
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า ปปง.ได้อายัดบัญชีอีก 4 บัญชี คือ นางสาวปณิดา สุวะดี ซึ่งมีหุ้นส่วนในบริษัท ศิรินทิพย์ 2007 จำกัด ร่วมกับนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล นายณรงค์ สุวะดี นางวันทนีย์ สุวะดี นายอภิรุจ สุวะดี พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล และนางสาวขวัญตา เกิดอำแพง ในความผิดฐานแอบอ้างเบื้องสูงหลอกลวงประมูลส่งเครื่องเสวยให้กับกองกิจการในพระองค์ฯ
นอกจากนี้ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าโดยยึดเงินในบัญชีของนางสาวปณิดา จำนวน 61,644,020.94 บาท ส่วนการโอนเงินไปต่างประเทศพบว่ากลุ่มของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีการโอนไปที่สถานศึกษาในประเทศอังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 16 ครั้ง เป็นเงิน 5.2 ล้านบาท คาดว่าเป็นการเงินที่ส่งบุตรหลานไปเรียนในต่างประเทศ ซึ่ง ปปง.จะเร่งตรวจสอบว่า ผู้ต้องหาคดีนี้นำเงินไปซื้อสิ่งปลูกสร้างในต่างประเทศหรือไม่
เขากล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าของบัญชีชี้แจงที่มาของเงิน หากชี้แจงไม่ได้จะยึดไว้ส่งฟ้องศาลต่อไป เพื่อให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน คาดว่าภายในเดือน ม.ค.2558 ปปง.จะทำบัญชีรายการทรัพย์สินทั้งหมดเสร็จสิ้น และจะทราบจำนวนทรัพย์สินทั้งหมดได้
หุ้นส่วน"สุดาทิพย์"ติดต่อให้ปากคำ
ด้านความคืบหน้าคดีนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูงเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจประมูลขายน้ำพริกประเภทต่างๆ ให้กับกองกิจการในพระองค์ฯ นั้น มีรายงานว่า นางสาวปาลิดา หลักเฉลิมพร หุ้นส่วนของนางสุดาทิพย์ ได้ติดต่อขอเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.สามเสน แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานว่าจะเข้าให้ปากคำช่วงเวลาใด
ส่วนการตรวจสอบการจัดตั้งคณะบุคคลที่ใช้ประกอบกิจการว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบกับกรมสรรพสามิตในขั้นตอนการจัดตั้งคณะบุคคลดังกล่าว
มีรายงานอีกว่า คณะพนักงานสอบสวนชุดตรวจสอบการกระทำผิดเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้เร่งสรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมส่งสำนวนคดีดังกล่าวให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พิจารณาต่อไป
แยกคดีเสี่ยโจ้สอบต่างหาก
ส่วนกรณีที่นายณรงค์กรณ์ เจียรเสริมสิน น้องชายนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ นักธุรกิจผู้กว้างขวางในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีครอบครองเอกสารตรวจลงตราเข้าเมืองปลอม ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้พี่ชาย โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่มีการกล่าวหา นั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนได้แยกคดีดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกรณีการรับส่วยน้ำมันเถื่อนของเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรพนักงานสอบสวนจะได้สอบสวนกรณีดังกล่าวต่อไป
รักษาการ ผบช.ก.ปัดย้ายล้างบางตำรวจ
วันเดียวกัน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะรักษาการ ผบช.ก. กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการในสังกัด บช.ก. ว่า ยืนยันว่าไม่ใช่การล้างบาง แต่เป็นการย้ายประจำปีของในทุกกองบัญชาการ โดยเฉพาะหน่วยกำลังหลักทั้งนครบาลและภูธร จะมีการโยกย้ายเข้า-ออก
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า การโยกย้ายใน บช.ก. ที่มีจำนวนมากในปีนี้ เพราะมีนายตำรวจที่เกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พอสมควร เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีจำนวนมากกว่าปกติ แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
เผยย้ายกลุ่มเครือข่ายแค่10%
เมื่อถามว่านายตำรวจที่จะถูกย้ายไปใน 10 เปอร์เซ็นต์นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ โดยตรงใช่หรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า นายตำรวจใน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกัน อาจจะเป็นลักษณะรู้เห็น หรืออาจมีข้อมูลว่าอยู่ในกลุ่ม แต่ว่าหลักฐานทางคดีไปไม่ถึง มีเพียงข้อมูลที่สามารถดำเนินการทางปกครองได้ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นดำเนินการทางวินัยร้ายแรงหรือทางคดีได้
จเรสรุปสอบวินัยแล้วคาดชงตร.เร็วๆ นี้
ส่วนการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับเพิ่มอีก 2 คน คือ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.6บก.ป.) และนายทรงพล ทองสิน คนขับรถของ พล.ต.ต.โกวิทย์ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม คาดว่ายังกบดานอยู่ภายในประเทศไทย ส่วนของจเรตำรวจที่สอบสวนเรื่องวินัยร้ายแรง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขณะนี้ได้ผลสรุปแล้วเหลือเพียงรอการเสนอเรื่องขึ้นมาเท่านั้น





