วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดันริบทรัพย์โกงแผ่นดิน

"กมธ.ป.ป.ช."ชูมาตรการคุมเข้มนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่ง เพิ่มยาแรงริบทรัพย์ลูก-หลานนักการเมืองโกงเงินแผ่นดิน

"198 สปช."เข้าชื่อร่วมอภิปรายข้อเสนอแนะยกร่างรธน. 246 ประเด็น "กมธ.ป.ป.ช."ชูมาตรการคุมเข้มนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องถูกตรวจคุณสมบัติ-จริยธรรม-คุณธรรม "7 สปช."เสนอให้ผู้บริหารทุกระดับ-ท้องถิ่นยื่นบัญชีทรัพย์สิน-เปิดเผย ตั้งกองทุนรณรงค์ป้องกันทุจริตภาคประชาชน พร้อมเพิ่มยาแรงริบทรัพย์ลูก-หลานนักการเมืองโกงเงินแผ่นดิน ด้านองค์กรท้องถิ่นยื่นนายกฯ ค้านตัดอำนาจ-เลือกตั้งผู้ว่าฯ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุปความเห็น หรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.วิสามัญประจำสภา 18 คณะ เป็นวันแรก ซึ่งจะมีการพิจารณาต่อเนื่องกัน 3 วัน ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ โดยการประชุม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1 ในฐานะประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอและความเห็นของ สปช.ด้วย โดยวันแรกเป็นการพิจารณาข้อเสนอแนะของกมธ. 7 ด้าน

นายเทียนฉาย ได้แจ้งต่อที่ประชุม สปช.ระบุว่า มีผู้แสดงความจำนงจะอภิปรายในเนื้อหา รวม 198 คน ดังนั้นเมื่อพิจารณาเวลารวมที่จะพิจารณา 3 วัน จะมียอดรวม 1,110 นาที ดังนั้นเมื่อเฉลี่ยเวลาอภิปรายแล้วจะได้เวลาคนละ 6 นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำนวนผู้ลงชื่ออภิปรายในแต่ละประเด็น พบว่า มีลำดับผู้ขออภิปรายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ประเด็นการเมืองมีผู้ลงชื่ออภิปรายสูงสุด 39 คน, รองลงมาคือ เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 21 คน, การปกครองท้องถิ่น 18 คน, การบริหารราชการแผ่นดิน 15 คน โดยทั้ง 4 ประเด็นนั้นถูกจัดลำดับการอภิปรายไว้ในวันที่ 17 ธ.ค.ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีส่วนของประเด็นการเกษตรอุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการที่จัดลำดับพิจารณาไว้ในวันที่ 16 ธ.ค. มีผู้ลงชื่ออภิปราย 16 คน

18กมธ.เสนอความเห็น246เรื่อง

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น ประธานกมธ.วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวรายงานว่า กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ มีประเด็นที่นำเสนอ รวม 246 เรื่อง เมื่อจำแนกตามโครงร่างรัฐธรรมนูญและเรียงลำดับตามประเด็นที่เสนอ พบว่า ในส่วนของภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง มีประเด็นที่นำเสนอมากที่สุด คือ 133 ประเด็น โดยอยู่ในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 82 เรื่อง, รองลงมาคือการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น 16 เรื่อง

ขณะที่หมวดว่าด้วยประชาชนซึ่งจัดอยู่ในภาคที่ 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน มีประเด็นที่นำเสนอ 43 เรื่อง ขณะที่ภาคที่ 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองนำเสนอประเด็นทั้งสิ้น 35 ประเด็น โดยจัดอยู่ในส่วนของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความปรองดองมากที่สุด รวม 33 เรื่อง และการสร้างความปรองดองมีอยู่ 2 เรื่อง ส่วนภาคที่ 3 ว่าด้วยนิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีประเด็นนำเสนอทั้งสิ้น 33 เรื่อง

กมธ.ป.ป.ช.ชูคุมนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกมธ.การปฏิรูปการปกครองและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น 30 ประเด็น ถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อเสนอของกมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ นายประมนต์ กล่าวว่า หลักการและเจตนารมณ์วางรากฐานสังคมไทยที่สุจริตและลดความประพฤติที่มิชอบและไม่ให้บุคคลที่ไม่สุจริต ไม่โปร่งใสเข้ามาสู่กระบวนการทางปกครอง โดยเสนอให้เป็นสิทธิโดยพื้นฐานของประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักการเมือง หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถือเป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะและของรัฐ มีหน้าที่ไปเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีคุณธรรม จริยธรรม

ขณะที่มาตรการตรวจสอบนักการเมืองต้องมีมาตรการกำกับและบทลงโทษต่อพฤติกรรมที่มิชอบเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ อาทิ พรรคการเมืองต้องเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพ มีคุณธรรม หากพบว่าผู้สมัครมีความประพฤติมิชอบพรรคการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ภายใต้บทลงโทษตามมาตรฐาน รวมถึงต้องร่วมรับผิดชอบความผิดของบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตาม ที่ปรึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง

ชงริบทรัพย์ลูก-หลานนักการเมืองโกงแผ่นดิน

ทั้งนี้มีผู้อภิปรายรวม 7 คน มีประเด็นที่เพิ่มเติมสาระสำคัญ คือ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรี ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าไม่มีส่วนเข้าไปผู้บริหาร กรรมการบริหาร หรือลูงจ้างในบริษัทที่แสวงหากำไร และกรณีที่พบว่ามีบุคคลใด หรือนักการเมืองทุจริต คอร์รัปชันเงินแผ่นดิน ต้องกำหนดให้ติดตามเงินหรือริบทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดิน แม้ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะตกอยู่ในยุคลูก หรือ หลานแล้วก็ตาม

ทางด้านการตรวจสอบต้องปรับปรุงการดำเนินงานตรวจสอบและสอบสวนคดีต่างๆ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เพื่อลดคดีที่มีจำนวนมากและตรวจสอบล่าช้า คล้ายกับปล่อยให้ดินพอกหางหมูด้วยการบูรณาการการทำงานระหว่าง ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกับประชาชนเพื่อสร้างกลไกต่อต้านการคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นต้องกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบและเจ้าหน้าที่รัฐระดับอธิบดีต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมกับให้มีการเปิดเผยด้วย และมีข้อเสนอให้ตั้งกองทุน ที่มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อทำหน้าที่รณรงค์และส่งเสริมการป้องกันการทุจริตในสังคม

ดันตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค

ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธานกมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค รายงานความเห็นและข้อเสนอแนะว่า รัฐต้องสร้างและเพิ่มหลักประกันของการคุ้มครองประชาชนในฐานะผู้บริโภค ให้เป็นไปตามหลักการสากล เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ภาคประชาชน โดยมีประเด็นที่ขอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อดำเนินการติดตาม ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวกับผู้บริโภค โดยประเด็นดังกล่าวมีผู้อภิปรายจำนวน 3 คน สาระสำคัญ คือ การสนับสนุนจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

น.ส.สารี อภิปรายสรุปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องลดความขัดแย้งในสังคมได้จริงและสามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีองค์กรสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีบทบาทและทำหน้าที่ตนเอง นอกจากนั้นต้องปฏิรูปโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค ลดการกระทำที่เป็นเรื่องปลายเหตุ เช่น ฟ้องคดี, ตรวจสอบเพื่อลดค่าโง่ต่างๆ ในสังคมไทย

กมธ.ปฏิรูปสังคมชง8ประเด็น

ส่วนกมธ.การปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส โดย นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกมธ.ชี้แจงว่า ในส่วนของกมธ.สังคมฯ ได้เสนอ 8 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ขอบเขตความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ที่ต้องได้รับความคุ้มครอง 2.สิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ 3.ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และการไม่เลือกปฏิบัติ 4.สิทธิชุมชน 5.หน้าที่พลเมือง 6.การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ร่มเย็นและเป็นสุข 7.สังคมคุณธรรม และ 8.การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม

เสนอสร้างหลักประกันสื่อไม่ถูกครอบงำ

ขณะที่นายจุมพล รอดคำดี ประธานกมธ.การปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ รายงานความเห็นและข้อเสนอว่า สื่อมวลชนและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องได้รับหลักประกันความอิสระในการประกอบอาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำและแทรกแซงจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน ทั้งนี้เพื่อให้การนำเสนอข้อมูล ข่าวสารเป็นไปอย่างเที่ยงตรง

นอกจากนั้นการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องได้รับการพัฒนา ดูแล ทั้งสวัสดิภาพและสวัสดิการของการประกอบวิชาชีพ ซึ่งมีข้อเสนอให้ตั้งองค์กรวิชาชีพระดับประเทศ โดยมีตัวแทนของสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมต่อการทำงานเพื่อกำกับดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบจริยธรรมของวิชาชีพทางด้านคลื่นความถี่ ที่มีองค์กรที่กำกับดูแลแล้วต้องให้หน่วยงานดังกล่าวมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาในอุตสาหกรรมสื่อฯ ในโทรคมนาคมสารสนเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนด้วย ส่วนภาคประชาชนนั้น รัฐต้องเข้าไปมีส่วนส่งเสริมให้ประชาชนฐานะผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และเยาวชนในทักษะการรู้เท่าทันสื่อฯ

ทั้งนี้มีข้อพิจารณาด้วยว่าในอนาคตกลุ่มเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มใช้สื่อสมัยใหม่จำนวนมาก ดังนั้นรัฐต้องดูแลและส่งเสริมการใช้สื่อใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของข่าวสาร ดังนั้นควรตั้งสภาประชาชนเพื่อกำกับดูแลสื่อและให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อฯ ส่วนปัญหาที่ผ่านมากรณีการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง และทำให้สังคมแตกแยกมีข้อเสนอกำหนดหรือกฎหมายที่ว่าด้วยการเอาผิดทางอาญาอย่างชัดเจนกับการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันในสังคม

สำหรับประเด็นดังกล่าวมีผู้อภิปราย 2 คน โดยมีสาระที่ขอให้เพิ่มเติมในประเด็นการกำกับดูแลสื่อเทียม หรือสื่อที่นำเสนอเพียงข้อมูลด้านเดียว หรือมีลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากขอให้มีมาตรการที่ใช้กำกับสื่อในกลุ่มโซเชียลมีเดียหรือสื่อบนอินเทอร์เน็ต ที่พบว่ามีการกระจายข้อมูลไปสู่สาธารณะโดยขาดการกลั่นกรองหรือข้อเท็จจริงและก่อให้เกิดปัญหา และการกระทำที่ผิดกฎหมาย

องค์กรท้องถิ่นค้านตัดอำนาจ-เลือกตั้งผู้ว่าฯ

ที่ศูนย์บริการประชาชน(ชั่วคราว) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กลุ่มสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นำโดย นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน ศูนย์บริการประชาชน เพื่อคัดค้านการเสนอยกเลิกอำนาจบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยระบุเหตุผลว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบการปกครองที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข ส่งเสริมความมั่นคงและสามารถนำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติจนเกิดเป็นรูปธรรม หากมีการยกเลิกจะทำให้รัฐบาลส่วนกลางขาดเอกภาพในการวางแผนใช้ทรัพยากรและแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในสร้างความแตกแยกให้กับคนในสังคม

นอกจากนี้ มีกลุ่มสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย นำโดยนายเรวัต เครือบุดดีมหาโชค ประธานสหพันธ์ฯ เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ คัดค้านการยุบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และไม่เห็นกับการเสนอให้มีเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เนื่องจากอาจจะเป็นชนวนความขัดแย้งในระดับหมู่บ้านและระดับชาติ ซึ่งจะกระทบต่อความรู้สึกข้าราชการทั่วประเทศ

พท.จ่อยื่นฟันป.ป.ช.ขาดคุณสมบัติ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.ต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันที่ 17 ธ.ค.นี้ ตนพร้อมด้วยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค จะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อยื่นหลักฐานขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่ง เนื่องจากพบหลักฐานชัดเจนว่า ขาดคุณสมบัติความเป็น ป.ป.ช.

ทั้งนี้ จะแถลงข่าวและแจกหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งหนังสือที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.แก่สื่อมวลชนด้วย อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบพบว่า กรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าวขาดคุณสมบัติจริง จะส่งผลให้ทุกคดีความที่มีกรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าวร่วมตัดสินเป็นโมฆะทั้งหมด และยกประโยชน์ให้จำเลย