ปัดฝุ่นพัฒนาอู่ตะเภา'เชิงพาณิชย์'

ปัดฝุ่นพัฒนาอู่ตะเภา'เชิงพาณิชย์' เตรียมเสนอ"ประจิน"พิจารณาแผนธุรกิจ แยกส่วน"พื้นที่ทหาร-พาณิชย์"
คมนาคม-กองทัพเรือ เตรียมแผนพัฒนาอู่ตะเภาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ หวังเป็นศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก คาดเริ่มดำเนินการได้ปี 2558 มั่นใจมีศักยภาพเป็นสนามบินนานาชาติเต็มรูปแบบ
กระทรวงคมนาคมเตรียมพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเชิงพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งเป็นแผนที่พยายามผลักดันมาหลายรัฐบาล คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2558
นายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าเตรียมเสนอ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบินของภาคตะวันออกให้ได้ภายในปี 2558
"กระทรวงคมนาคมและกรมการบินพลเรือน ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและหารือร่วมกับกองการบินทหารเรือ และเห็นชอบร่วมกันที่จะพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่"
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 หลังจากกองทัพสหรัฐอเมริกาได้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศไทย โดยใช้เป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานดอนเมืองด้วย ต่อมาใช้ชื่อว่า "สนามบินนานาชาติระยอง-อู่ตะเภา" ภายใต้สังกัดของกองทัพเรือ
ปัจจุบัน มีการใช้สนามบินอู่ตะเภา แต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยมีการบินไทยตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 และไม่มีเที่ยวบินประจำ แต่ใช้บริการเป็นแบบเช่าเหมาลำ อีกทั้งยังใช้ในภารกิจทางทหาร และ เที่ยวบินขนส่งเพื่อมนุษยธรรมในเหตุการณ์ภัยพิบัติ
นายวรเดช กล่าวว่าผลการสำรวจด้านโครงสร้างของสนามบินอู่ตะเภาพบว่ามีความพร้อมเต็มที่ โดยขณะนี้กำลังก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่มใหม่อีกหนึ่งอาคารซึ่งกำหนดก่อสร้างเสร็จในปี 2558 ทั้งยังสามารถรองรับการให้บริการได้ประมาณ 3 ล้านคนต่อปี พร้อมทั้งพัฒนาให้มีสะพานเทียบเครื่องบิน 3 แห่ง และยังมีทางวิ่ง (รันเวย์) ขนาดมาตรฐานยาว 3,500 เมตร ซึ่งแข็งแรงมากสามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นคาดว่าจะใช้งบประมาณปรับปรุงไม่มาก
นายวรเดช กล่าวอีกว่าสิ่งที่ต้องปรับปรุงคือระบบสาธารณูปโภคและระบบขนส่งโดยรอบสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร
“ปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภาเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว แต่ยังมีคนใช้บริการไม่มากประมาณ 1 แสนคนต่อปี โดยมีสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เกาะสมุย-พัทยา และเที่ยวบินเช่าเหมาลำคอยให้บริการเท่านั้น ซึ่งในเรื่องของระบบสาธารณูปโภคภายในสนามบินคงไม่มีปัญหา แต่ต้องมาจัดทำแผนธุรกิจเพิ่มว่าจะทำอย่างไรให้มีผู้โดยสาร และสายการบินเข้ามาใช้บริการเพิ่ม รวมถึงแบ่งแยกการพัฒนาพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ กับพื้นที่ความมั่นคงทางการทหารให้ชัด คล้ายกับสนามบินดอนเมือง ที่มีการให้บริการเครื่องบินพาณิชย์ และพื้นที่ทหารแยกจากกัน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทำรายละเอียดและหารือกับทางทหารเรือต่อไป”
ด้านพล.ร.ต.วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา และผู้บัญชาการ กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ กล่าวว่า ปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีรายได้หลักจากค่าบริการอากาศยานขึ้น - ลง ค่าจอดอากาศยาน และค่าใช้สนามบินของผู้โดยสาร และพบว่า การใช้งานของสนามบินมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นหากมีการพัฒนาสนามบินแล้วเสร็จคาดว่าในอนาคตสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาจะเป็นอีกหนึ่งสนามบินที่ได้รับความสนใจ และตอบรับมากขึ้น
ขณะนี้ทางสนามบินเองก็ยังได้รับการติดต่อทาบทามจากสายการบินนานาชาติหลายแห่งที่สนใจจะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น เช่น สายการบินในระบบเช่าเหมาลำ และสายการบินจากไต้หวัน ที่จะมีการเดินทางกันมากขึ้น
สำหรับกลุ่มผู้โดยสารกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาใช้บริการ จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพัทยา เช่น รัสเซีย หรือ กลุ่มซีไอเอส อดีตสหภาพโซเวียตเก่า ที่นิยมการเดินทางมาแบบเช่าเหมาลำ และในอนาคตมีแผนการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้มีปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินหลักของประเทศอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เมืองพัทยา และภูมิภาคตะวันออกอย่างสูงสุดต่อไป







