วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อำนวย'ลั่นหมดยุคประชานิยมจี้เร่งพัฒนาคุณภาพ

"อำนวย" ลั่นไม่มีระบบประชานิยมอีกต่อไป ชี้การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรต้องอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาคุณภาพ

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการเปิดประชุมเรื่อง “การปฏิรูปยุทธศาสตร์ข้าวไทย” ว่าสินค้าเกษตรทุกชนิดในขณะนี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ผลผลิตที่มีอยู่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีสินค้า 2 ชนิดที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ข้าว และยางพารา เนื่องจากมีสต็อกที่ยังค้างอยู่อีกทั้งแนวโน้มราคายังตกต่ำ เกษตรกรเริ่มมีปัญหาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข ยึดติดอยู่กับการประชานิยม เมื่อขอแล้วรัฐบาลต้องให้ ซึ่งต่อไปนี้จะไม่มีการประชานิยมอีกต่อไป

การแก้ไขปัญหาสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการอยู่ในกรอบของการขับเคลื่อนที่ปลอดจากการเมือง ต้องเดินหน้าการช่วยเหลือไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ดี เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตามความต้องการของตลาด เท่านั้นจึงจะส่งผลให้เกษตรกรอยู่รอดสามารถพึ่งพาตัวเองได้

“ในกรณีของข้าวที่มีสต็อกค้างอยู่ 18 ล้านตัน ทุกคนสนใจแต่จะให้ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดกรณีโครงการรับจำนำ ลืมการแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว ที่ต้องพัฒนาคุณภาพ ผลผลิตให้สอดคล้องกับตลาดที่ระบบเศรษฐกิจขณะนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนยางพารา ต้องขับเคลื่อนทุกมาตรการไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น มาตรการชดเชยส่วนต่าง คงไม่นำมาใช้อีกต่อไป “นายอำนวย กล่าว

นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาเกษตร 6 เดือนจากนี้ไปเป็นราคาขาลง จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล การบริโภคในตลาดโลกที่ลดต่ำลง เศรษฐกิจโลกยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

กอปรกับ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย มีผลผลิตสินค้าเกษตร 2 ตัวไม่ต่างจากไทยและในแต่ละประเทศก็ล้วนแต่มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ดังนั้นครึ่งแรกปี 2558 รัฐบาลต้องหามาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยางพาราไว้ให้ได้

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้เปิดประมูลข้าวสารสต็อกรัฐบาลปริมาณ 400,100 ตัน จากคลังทั้งหมด 84 คลัง แบ่งเป็นปลายข้าวเอวันเลิศ 3.3 แสนตัน ข้าวขาว 15% ปริมาณ 1.2 หมื่นตัน และข้าวเหนียว 10% ปริมาณ 5.2 หมื่นตัน ที่เหลือเป็นข้าวขาว 25% จะพิจารณากำหนดราคาขั้นต่ำ (ฟลอร์ไพรซ์) โดยผู้ที่เสนอราคาผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำจะได้รับการพิจารณาและอนุมัติขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุด