(รายงาน) "บวรศักดิ์" ชี้ 2 โจทย์ใหญ่ปฏิรูป สร้างความปรองดอง-ลดเหลื่อมล้ำ
สถาบันพระปกเกล้า และนักศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4 ส.) รุ่นที่ 5 ได้นำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง "สานเสวนา สานใจประชา สู่การปฏิรูปประเทศไทย" ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ แจ้งวัฒนะ ในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญร่วมปาฐกถาหลายคน "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปสาระสำคัญมานำเสนอ
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาเรื่อง "การปฏิรูปและสร้างความปรองดองตามแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ" โดยระบุตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา 19 ฉบับ กำลังจะมีฉบับที่ 20 แสดงให้เห็นว่ามีความขัดแย้งอยู่สม่ำเสมอในสังคมไทย วันนี้เราอยู่ระหว่างการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว โจทย์ใหญ่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ
1.บ้านเมืองเรามีความสงบเรียบร้อยต่อไปได้ ในความสงบเรียบร้อยต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า คือ การปฏิรูป ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งให้ แต่เป็นโจทย์ที่คนไทยคิดเห็นร่วมกัน สิ่งที่คนไทยคาดหวังว่าทำอย่างไรจะเข้าสู่สังคมที่สงบสันติเหมือนเดิม ซึ่งในปี 2558 อาเซียนจะเริ่มอย่างจริงจัง ถ้าไทยยังไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ เราคงจะอยู่ในลำดับท้ายของอาเซียน
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรจะเกิดการปรองดองจากการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวต่อไป ไม่ติดหล่มกับดักความขัดแย้งที่ดูท่าจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
2.ทำอย่างไรให้การปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นความขัดแย้งของคนมีมหาศาลกับคนไม่มี ถ้าให้ฝ่ายการเมืองทำคงเป็นจริงยาก เพราะคนมีอำนาจการเมืองจะมีอำนาจเงินในมือ การจะลดเหลื่อมล้ำเป็นการเอาเงินคนมีไปช่วยคนไม่มี พรรคการเมืองทั้งหลายคงไม่อยากทำ จึงใช้นโยบายประชานิยม เอาเงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน บิดาของระบบอุปถัมภ์ที่แท้จริง คือ "ประชานิยม" เมื่อเราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ต้องจัดสรรทรัพยากรให้คนที่ไม่มี ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากคนที่มี ไปช่วยคนที่ไม่มี
"การปฏิรูปครั้งนี้จะพิสูจน์ว่าดอกบัวซึ่งเป็นดอกไม้บริสุทธิ์ เกิดจากโคลนตมฉันใด กระบวนการปฏิรูปประเทศก็เกิดจากกระบวนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้ฉันนั้น ซึ่งแปลว่า สปช. สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ครม. (คณะรัฐมนตรี) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ใหญ่ 1 ข้อ คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมเชิงโครงสร้าง ทำในสิ่งที่คนมั่งมีในพรรคการเมืองไม่ทำ"
"ถ้าพูดกันดีๆ ไม่ได้ ก็ต้องบังคับให้มาพูดกัน เราต้องทำจริงจัง จากที่จะทำ 1-100 หาก 100 คือนิรโทษกรรม นิรโทษกรรมถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่วางโครงสร้างที่ดี ก็จะไปเริ่มที่ 100 ก็ไม่จบ แต่รัฐธรรมนูญไม่พูดเรื่องการปรองดองก็ไม่ได้"
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาระยะสั้นเรื่องความปรองดองให้ได้ การเริ่มต้นที่พรรคการเมืองก็เป็นการเริ่มต้นพูดคุยกัน เราจึงต้องสานต่อ สื่อเป็นตัวสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ดังนั้นโจทย์ใหญ่ 2 โจทย์ตนยังไม่มีคำตอบ แต่ถ้าหาไม่ได้ กระบวนการ สปช. คณะกรรมาธิการยกร่างฯ หรือการยึดอำนาจก็เสียของ เพื่อไม่ให้เสียของ จึงอยากเชิญชวนเสนอความเห็น ช่วยกันขยับและเห็นต่างได้ แต่มองอนาคตไปด้วยกัน ผลักดันปฏิรูปอย่างไรแม้จะมีกฎอัยการศึก แต่การเสนอความคิดเห็นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมิฉะนั้นการปฏิรูปก็จะเป็นการทำของคนไม่กี่คน และไม่เป็นที่ยอมรับ
"ประเด็นคือทำอย่างไรให้คนทั้งสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เป็นส่วนร่วมที่มีคุณภาพ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำได้ ดังนั้นปัญหาเฉพาะหน้า คือ ทำให้เกิดความปรองดองในบ้านเมืองนี้ได้อย่างไร โดยใช้ สปช. คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นเครื่องมือ หากมีข้อเสนออะไรก็ยินดีรับฟัง" นายบวรศักดิ์ กล่าว





