วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช.พร้อมเสนอกมธ.ยกร่างฯยึด2สภา'สส.-สว.'

สนช.เตรียมพิจารณาข้อเสนอแนะต่อกมธ.ยกร่างรธน.พรุ่งนี้ ชูระบบ2สภา ส.ส.และ ส.ว. ยึดระบบเลือกตั้ง-สรรหาแบบเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 12 ธ.ค. มีวาระพิจารณาเพิ่มเติม คือ รายงานการรวบรวมความเห็นจากกมธ.ประจำ สนช. จำนวน 17 คณะ แบ่งเป็น กมธ.สามัญประจำสนช. จำนวน 16 คณะ และกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาผังเมืองและการใช้พื้นที่ สนช. เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่มาตรา 34 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ระบุให้สนช.ส่งความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 34 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ สนช. ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่1 เป็นประธาน กมธ.ฯ

โดยมีสาระสำคัญที่จำแนกตามกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน ในส่วนของภาคประชาชน เสนอสาระสำคัญที่สิทธิ เสรีภาพของพลเมืองต้องได้รับหลักประกันการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปฏิบัติที่เท่าเทียมจากรัฐตามหลักการสากล โดยการใช้เสรีภาพของบุคคลต้องไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ขณะที่การชุมนุมของประชาชนนั้นถือเป็นสิทธิ เสรีภาพ แต่ต้องชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ส่วนการจำกัดสิทธิดังกล่าวนั้นทำได้แต่ต้องเป็นไปภายใต้ความจำเป็นและกฎหมายแห่งความมั่นคงของชาติและความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุขหรือศีลธรรมของประชาชน ส่วนสื่อมวลชน ของรัฐและเอกชนนั้นต้องมีหลักประกันเสรีภาพ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลสื่อมวลชนทั้งภายในและภายนอก และต้องมีผลบังคับ เช่น มีคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนที่ยึดโยงกับประชาชน รวมถึงมีการควบคุมดูแลจริยธรรมทางการเมือง จริยธรรมทางธุรกิจ รวมถึงความเห็นของคณะกรรมการวิชาชีพฯ นั้นต้องมีมาตรฐาน ชัดเจนและมีบทลงโทษ เช่น การคว่ำบาตร, ยึดใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพ

ภาค 2 ผู้นำทางการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง มีสาระสำคัญ คือ 1.ระบบผู้แทนที่ดีผู้นำทางการเมืองที่ดี ต้องมีข้อกำหนดที่ห้ามนักการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง กรรมการพรรคการเมือง ครม ส.ส. ส.ว. และบุคคลที่มีความผูกพันและใกล้ชิดกับบุคคลดังกล่าว เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในรัฐวิสาหกิจกิจการหรือเกี่ยวข้องกับกิจการที่มีผลประโยยชน์ทับซ้อนกับรัฐรวมถึงมีมตรการหรือกลไกการรับผิดทางอาญาและทางแพ่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, 2.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ต้องมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ในนโยบายรัฐต้องมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมือง รวมถึงนโยบายของรัฐต้องมุ่งเน้นการปลูกฝันจิตสำนึกความรักชาติ, มีคุณธรรม, จริยธรรมให้ประชาชน นอกจากนั้นรัฐต้องส่งเสริมกลไกการพัฒนาของประชาชน, ชุมชนในด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม, การศึกษา, สวัสดิการทางสังคม และที่สำคัญรัฐต้องจัดระบบปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม

3.รัฐสภา เสนอในสาระสำคัญคือ รัฐสภาต้องเป็นระบบสภาคู่ คือ สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา โดยมีจำนวนรวมกันไม่เกิน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.จำนวน 350 คน มาจากการเลือกตั้งทางตรงทุกจังหวัดๆ ละ 1 คน ส.ส.ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ ขณะที่ระบบการเลือกตั้งนั้นให้ยึดการลงคะแนนและนับคะแนนแบบประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ได้เสนอให้ส.ส.สามารถลาออกจากพรรคการเมืองได้ แต่ไม่ขาดความเป็นสมาชิกภาพ นอกจากนั้นกำหนดห้ามส.ส.ดำรงตำแหน่ง2วาระติดต่อกัน ขณะที่ ส.ว. ได้เสนอให้ส.ว.ต้องมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปีและเป็นได้เพียงวาระเดียว ส่วนหน้าที่ของส.ว.ต้องไม่มีอำนาจถอดถอน ส่วนให้มีจำนวนไม่เกิน 150 คน มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดๆ ละ 1 คนและมาจากการสรรหา โดยในส่วนของการสรรหานั้นมีข้อเสนอที่หลากหลาย อาทิ ให้ใช้การสรรหาเหมือนที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนด โดยผ่านองค์คณะศาล และมีข้อเสนอให้เพิ่มตัวแทนจากกลุ่มอาชีพ เช่น สภาอุตสาหกรรม, สภาหอการค้า, 4.คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อเสนอที่ยังไม่ตกผลึก และมีข้อเสนอ คือ นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยส.ส.ต้องไม่เป็น ส.ส. เพื่อยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจ สำหรับผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ ครม. ต้องตั้งคณะบุคคลแล้วจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ จำนวนไม่เกิน 2 เท่าของครม. ทั้งนี้จะสมัครในนามพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ ทั้ง้วาระของ ครม. ต้องมีวาระ 4 ปีและดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอให้ครม.และนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง

5.การคลังและงบประมาณของรัฐ เสนอให้มีบทบัญญํติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการคลัง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและกำหนดเป็นกรอบกว้างๆ เพื่อให้มีความคล่องตัวการบริหารงานคลัง และต้องพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นต่อการบริหารงานในอนาคต, 6.ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน มีข้อเสนอให้กำหนดนโยบายหรือมาตรการในการดำเนินการตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิของข้าราชการ เพื่อป้อกันปัญหาการแทรกแซงระหว่างข้าราชการฝ่ายการเมือง, 7.การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น เสนอให้มีการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของราษฎรที่รวดเร็ว โดยต้องไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานเพื่อมุ่งหวังสร้างฐานเสียงให้แก่ตนเอง นอกจากนั้นรัฐต้องลดการรวมศูนย์อำนาจทางราชการไว้ที่ส่วนกลาง

ภาค 3 ว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม มีข้อเสนอ คือให้จัดตั้งศาลคอร์รัปชั่น เป็นศาลชำนัญการพิเศษ และกำหนดอำนาจศาลทหารใหม่ตามหลักความเสมอภาค เช่น กรณีทหารทำผิดอาญาท่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ราชการให้ขึ้นศาลพลเรือน ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลชำนัญการพิเศษ เช่น ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ควรใช้วิธีการสุ่มให้มาทำหน้าที่, ให้มีศาลชำนัญการพิเศษ (ศาลสิ่งแวดล้อม) เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นมีข้อเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ให้พ้นจากการครอบงำของฝ่ายการเมือง ได้แก่ ระบบตำรวจให้มีการกระจายอำนาจ, ลดขนาดการบริหารงานตำรวจ พร้อมเพิ่มบทบาทสำคัญในกลไกและระบบตำรวจท้องถิ่น, ระบบอัยการ ต้องให้มีความเป็นอิสระ พ้นจากอำนาจทางการเมือง โดยไม่ให้รับตำแหน่งอื่นระหว่างเป็นพนักงานอัยการ, ระบบตุลาการ ต้องทำประมวลจริยธรรมตุลาการ, ระบบราชทัณฑ์ ต้องปรับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ผลิต และเพิ่มแนวคิดการใช้แรงงานผู้ต้องโทษ ขณะที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต้องแก้ไขให้คดีทุจริตต่อหน้าที่ไม่มีอายุความ ขณะที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องปรับปรุงกระบวนการสรรหาและอำนาจหน้าที่ และมีหน้าที่ติดตามการทำงานของ ป.ป.ช.จังหวัดอย่างใกล้ชิด พร้อมนำวิธีพิจารณาคดีระบบไต่วนมาใช้พิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีกำหนดระยะเวลาทำงานแต่ละขั้นตอน พร้อมกับสร้างกลไกตรวจสอบพรรคการเมืองและการหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะประชานิยม

ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง มีข้อเสนอคือปฏิรูปการเรียนรู้ และสร้างความคิด บทเรียเกี่ยวกับชีวิตให้ประชาชน ขณะที่การสร้างความปรองดอง ต้องใช้หลักธรรมทางศาสนามาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมกับเยาวชนและประชาชน