สปช.แง้มกล่องของขวัญปีใหม่เตรียมมอบให้ประชาชน เสนอตั้ง "วิสาหกิจเพื่อสังคม" ชวนภาคเอกชนร่วมคืนกำไร
เผยต่างกับมูลนิธิ เหตุทำการค้าได้ มีกฎหมายรองรับ ด้าน กมธ.ปฏิรูปกฎหมาย ดันข้าราชการทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ริบอำนาจ กกต.แจกใบเหลือง-แดง ให้ศาลยุติธรรมดำเนินการแทน ด้าน 200 อาจารย์ลงชื่อจี้ ทปอ.แสดงจุดยืนให้ คสช.เคารพเสรีภาพทางวิชาการ
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยถึงผลการทำงานของ สปช.ที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนว่า เท่าที่ทราบจะมีเรื่องการตั้ง "สมัชชาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล" ให้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาแก้ปัญหาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสังคม โดยเฉพาะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลแห่งชาติ ใช้ควบคุมความประพฤตินักการเมือง และจะมีบทลงโทษนักการเมืองถ้ากระทำผิดทางจริยธรรม ซึ่งจะต้อง
หารือว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนของขวัญปีใหม่อีกชิ้นจะเป็นการจัดตั้ง "วิสาหกิจเพื่อสังคม" โดยให้ภาคเอกชนทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้า โดยประกาศว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร รายได้ทั้งหมดเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปทำประโยชน์คืนให้สังคมทั้งหมด เหมือนรูปแบบที่ประเทศอังกฤษทำกันมาก ซึ่งไม่ใช่การทำในนามมูลนิธิที่มีข้อจำกัดห้ามทำการค้า
"การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมต้องออกกฎหมายมารองรับเพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและทำการค้าได้ โดยผลประโยชน์ที่ภาคเอกชนจะได้รับ คือ ความภาคภูมิใจ ความสุขใจที่ได้ตอบแทนคืนสู่สังคม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ขณะนี้มีภาคธุรกิจจำนวนมากที่มีความตื่นตัว พร้อมเข้าร่วมเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อตอบแทนประโยชน์คืนสังคมโดยไม่หวังผลกำไร" นพ.พลเดช กล่าว
ลดวาระ กกต.-ตัดอำนาจแจกใบแดง
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า การประชุมกมธ.เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ได้หารือเรื่องการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ข้อสรุปว่าจะให้ กกต.มีจำนวน 5 คนเท่าเดิม มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จากเดิม 7 ปี ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว และจะให้มีอำนาจหน้าที่เฉพาะเรื่องการจัดการเลือกตั้ง การรวบรวมหลักฐานความผิดในกรณีการทุจริตเลือกตั้งเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจแจกใบเหลืองและใบแดงเหมือนที่ผ่านมา โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมแทน
ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเกินไป ทำให้ถูกวิจารณ์เรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอำนาจแจกใบเหลืองใบแดงที่
มีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง นอกจากนั้นในกรณีมีผู้ร้องเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง ให้มีกรอบเวลากระบวนการพิจารณาคดี ตั้งแต่ กกต.รับเรื่องร้องเรียน หาพยานหลักฐาน จนถึงกระบวนการที่ศาลตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดง ต้องใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน
ให้ขรก.ทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ด้านอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเสรี กล่าวว่า กมธ.เห็นว่า ป.ป.ช.ควรมีกรรมการ 9 คนเช่นเดิม แต่ลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 6 ปี และให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเฉพาะโทษทางคดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตของข้าราชการและนักการเมืองเท่านั้น ส่วนการพิจารณาโทษทางวินัยของข้าราชการ ให้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ของแต่ละกระทรวงเป็นผู้พิจารณาลงโทษแทน
พร้อมกันนี้จะเสนอให้ข้าราชการทุกระดับต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ในตอนเข้ารับราชการครั้งแรก เพื่อแสดงความโปร่งใส เพื่อให้ ป.ป.ช.เก็บเป็นข้อมูลไว้เปรียบเทียบหากมีปัญหาเรื่องความผิดปกติทางบัญชีทรัพย์สินในอนาคต จะได้ติดตามตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
เสนอ ส.ส.-ส.ว.เลือกนายกฯ-ครม.
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิก สปช. ในฐานะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงกระแสคัดค้านข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรงว่า ขอเสนอทางเลือกที่สาม ด้วยการให้สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้เลือก โดยกระบวนการคือให้บุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกฯ และครม. เข้ามาแถลงนโยบายในรัฐสภา ตอบข้อซักถามและถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับทราบด้วย
เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นก็ให้สมาชิกรัฐสภาลงมติลับเลือกนายกฯ และครม.ที่เหมาะสม เชื่อว่าน่าจะแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากระบบเดิมมีแต่ส.ส.เท่านั้นที่ทำหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ เพียงฝ่ายอย่างเดียว และดีกว่าวิธีการเลือกแบบโดยตรงด้วย
18กมธ.อภิปรายข้อเสนอ29ชั่วโมง
นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการ กมธ.วิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.) เปิดเผยถึงกรอบการประชุม สปช.เพื่ออภิปรายข้อเสนอของ กมธ.ชุดต่างๆ ทั้ง 18 คณะที่เสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ว่า จะให้ประธาน กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ นำเสนอรายงานคณะละ 30 นาที จากนั้นจะเป็นเวลาที่ให้สมาชิกอภิปรายและแสดงความเห็น โดยสมาชิก 1 คน อภิปรายเนื้อหาสาระในกมธ.ปฏิรูปได้ไม่เกิน 2 คณะ
ส่วนผู้อภิปรายจะได้เวลาคนละกี่นาที จะสรุปอีกครั้งในวันที่ 15 ธ.ค. เพราะต้องพิจารณาจำนวนผู้อภิปรายในแต่ละประเด็นและเวลาที่จะจัดสรรให้ กมธ.ปฏิรูปแต่ละคณะด้วย สำหรับระยะเวลาอภิปรายได้วางกรอบ คือ แต่ละวันจะเริ่มประชุมเวลา 09.30 น.และเลิกประชุมในเวลา 19.30 น. คิดเป็นเวลารวมทั้งสิ้น 29 ชั่วโมง
ขณะที่กรอบการอภิปราย คาดว่าจะมี กมธ.ปฏิรูป 5 คณะ ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและ
กระบวนการยุติธรรม กมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น และ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาและสาระสำคัญจำนวนมากและคาดว่าจะมีผู้แสดงความจำนงอภิปรายมากเช่นกัน
ดังนั้น ทั้ง 5 คณะดังกล่าวอาจได้รับการจัดสรรเวลามากกว่าคณะอื่น อย่างไรก็ตาม จะนำข้อสรุปเข้าที่ประชุมวิปสปช. ในวันที่ 12 ธ.ค. หากได้รับความเห็นชอบจะประกาศให้ผู้ที่ประสงค์จะอภิปรายในประเด็นที่สนใจลงชื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนการประชุม สปช.ในวันที่ 15 ธ.ค. ลำดับแรกจะให้ประธาน กมธ.วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะ
การยกร่างรัฐธรรมนูญ รายงานสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะของ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ ที่ได้สรุปประเด็นตามโครงร่างของรัฐธรรมนูญฉบับ
ใหม่ แบ่งเป็น 4 ภาค จากนั้นจะให้ กมธ.ปฏิรูปอธิบายความของข้อเสนอตามลำดับทีละคณะ และเปิดให้สมาชิกอภิปรายจนครบ
200นักวิชาการจี้ทปอ.คุ้มครองเสรีภาพ
วันเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนักวิชาการอิสระและสถาบันศึกษา รวมตัวลงชื่อเรียกร้องต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้คุ้มครองการแสดงสิทธิเสรีภาพทางวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ คณะนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ร่วมลงชื่อมีเกือบ 200 คน ร่วมกับนักธุรกิจและอดีตข้าราชการ รวมทั้งสิ้น 201 คน ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงประธาน ทปอ. ระบุว่า ปัจจุบันมีการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยในหลายรูปแบบ จึงเรียกร้องให้ ทปท.ดำเนินการ 5 ข้อ ดังนี้
1.แสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยืนยันหลักการเสรีภาพทางวิชาการทั้งของสถาบันและของบุคลากร 2.ปกป้องไม่ให้มีการแทรกแซงและคุกคามโดยไร้เหตุผลจากผู้ถืออำนาจรัฐ 3.เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยอมรับความเป็นอิสระในการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยในกิจกรรมทางวิชาการของบุคลากรและนักศึกษา
4.ส่งเสริมให้นักศึกษาและคณาจารย์รวมถึงบุคลากรได้ใช้เสรีภาพทางวิชาการอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม ไม่ใช่กลุ่มอำนาจใดๆ โดยเฉพาะ 5.การแสดงจุดยืนทางการเมืองของ ทปอ.และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไม่ควรส่งผลไปถึงการใช้มาตรการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการที่แตกต่างหลากหลายของนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัย
สำหรับรายชื่อลงนามท้ายหนังสือดังกล่าว อาทิ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.จิรภา พฤกษ์พาดี ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายชยันต์ วรรธนะภูติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.ชิดชนก ราฮิมมูลา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายเดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมพันธ์ เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น





