วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตัวลูกชายอดีตปลัดก.วิทย์ฯหลอกขายหุ้น

จับตัวลูกชายอดีตปลัดก.วิทย์ฯหลอกขายหุ้น ศาลอาญาฝากขัง12วันไม่อนุญาตประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มโบรกเกอร์และผู้เสียหายกว่า 30 คน ที่ถูกหลอกลวงให้ขายหุ้นของหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ปรีชา ศรีอุดม พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายปาณสาร สมชีวิตา อายุ 33 ปี บุตรชายนายสันทัด สมชีวิตา อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อยู่บ้านเลขที่ 36 ซอยปานทิพย์ 1 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กทม. ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยนำสลิปการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร มามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

นายเอก(สงวนชื่อจริงและนามสกุล) หนึ่งในโบรกเกอร์ผู้เสียหาย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รู้จักกับนายปาณสาร เนื่องจากเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ต่อมานายปาณสาร อ้างว่ามีหุ้นที่อยู่ในพอร์ทของเขาที่ชื่อบริษัท เอเชียเวลท์โฮลดิ้ง จำกัด เช่น คาราบาวแดง VPO. MTLS. JSP. ฯลฯ หลายล้านหุ้น จึงอยากกระจายขายผ่านโบรกเกอร์ เพราะหุ้นพวกนี้ยังไม่เปิดขายในตลาดหลักทรัพย์ ตนเห็นว่าน่าสนใจ และมีแนวโน้มว่าจะทำกำไร จึงมีการระดมทุนซื้อไว้ พร้อมทั้งโอนเงินให้นายปาณสาร โดยการซื้อขายหุ้นดังกล่าวในวงการเรียกว่าการซื้อขายหุ้นนอกตลาด จะมีความเสี่ยงเนื่องจากไม่มีใบหุ้น แต่ที่ตนตัดสินใจซื้อ เพราะเห็นว่าเคยซื้อขายกับ นายปาณสาร มาก่อน จึงเชื่อถือและไว้ใจ

นายเอก กล่าวต่อว่า เมื่อหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว จนราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น พวกตนจึงแจ้งขายหุ้นต่อ แต่นายปาณสาร กลับอ้างว่าโอนเงินค่าขายหุ้นให้ไม่ได้ เพราะติดขัดปัญหา พอตนทวงถามไป นายปาณสาร กลับอ้างว่าถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดเงินไว้ ตนกับผู้เสียหายคนอื่นจึงไปตรวจสอบที่ ปปง. พบว่าไม่ได้มีการอายัดเงินตามที่นายปาณสาร กล่าวอ้าง จากนั้นจึงนัดหมายเจรจาเพื่อเคลียร์เงินกันเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายปาณสารก็รับปากว่าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้ แต่พอคุยไปคุยมาสุดท้ายเจ้าตัวกลับบอกว่ามีเงินแค่ 90 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นกว่า 300 ล้านบาท จึงไม่พอจ่าย แม้จะพยายามติดต่อเพื่อให้มีการเคลียร์เงินอีก ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ตนและผู้เสียหายรายอื่นๆ จึงรวมตัวกันเข้าแจ้งความ

นายเอก กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบกับกลุ่มผู้เสียหายยังพบว่า ขณะนี้มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของนายปาณสาร อีกนับ 100 ราย โดยต่างถูกหลอกให้ซื้อหุ้นลักษณะดังกล่าว รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า1,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะในส่วนของตน ความเสียหายมากกว่า 20 ล้านบาท

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ รรท.ผบช.ก. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผบก.ป. และพ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท.ผกก.1บก.ป. ร่วมกันแถลงผลจับกุมนายปาณสาร มีพฤติการณ์ฉ้อโกงประชาชนด้วยการหลอกลวงขายหุ้นจำนวน 3 บริษัท ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา โบรกเกอร์รวมทั้งกลุ่มผู้เสียหา ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1บก.ป. ให้ดำเนินการเอาผิดกับ นายปาณสาร ข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยนำสลิปการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนยื่นต่อศาลอาญา ขออนุมัติออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชน กระทั่งสามารถติดตามจับกุมนายปาณสาร ขณะหลบหนีไปที่หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ประวุฒิ อธิบายว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลอกให้ผู้เสียหายซื้อหุ้นจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด(มหาชน) และบริษัท เมืองไทยลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ทั้ง 3 บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็น โดยผู้ต้องหาอ้างมีหุ้นอยู่กว่าล้านหุ้น โดยขายหุ้นให้กับโบร๊คเกอร์จำนวน 2 คน ทำให้มีผู้หลงเชื่อไม่ต่ำกว่า 20 คน โอนเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องหายอดรวมกว่า 281 ล้านบาท

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่าจาการสอบสวนนายปาณสาร ได้รับสารภาพก่อเหตุดังกล่าวจริง เพราะปกติเป็นคนเล่นหุ้นอยู่แล้ว การทำดังกล่าวเพื่อนำเงินไปหมุนเวียนในการเล่นหุ้น นอกจากนี้ยังเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง กับหุ้นของบริษัทอื่น ในชั้นการสอบสวนยังมีเพียงนายปาณสารเป็นผู้ต้องหาคนเดียว ส่วนโบรกเกอร์ 2 คนไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างไรก็ตามจะขยายผลตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตามผู้ต้องหารับว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้กลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด โดยได้จัดหาทนายมาดูรูปคดี ส่วนจะชดใช้อย่างไรนั้นต้องไปคุยรายละเอียดอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสอบสวนนายปาณสาร เสร็จสิ้นพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้ควบคุมตัวไปขออำนาจศาลอาญา ถ.รัชดาเพื่อฝากขังทันที พร้อมทำหนังสือคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายจำนวนมหาศาล เกรงจะหลบหนี ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มผู้เสียหายติดต่อเพื่อแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกจำนวนมาก เชื่อว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะมากกว่า 281 ล้านหากมียอดผู้เสียหายเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยกลุ่มผู้เสียหายมีความกังวลว่าผู้ต้องหาจะหลุดคดี เพราะเป็นลูกชายคนใหญ่คนโต รู้จักผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองระดับประเทศ ซึ่งล่าสุดพ่อของผู้ต้องหายังทำหน้าที่ในบอร์ดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ อีกด้วย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบเร่งรัดทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดา ร.ต.ท.ปรีชา ศรีอุดม พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้ควบคุมตัวนายปาณสาร ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 พ.ย. - 3 ธ.ค. 57 ผู้ต้องหาได้หลอกลวงผู้เสียหายรวม 21 ราย ประกาศผ่านตัวแทนหรือนายหน้า(Broker) ทำนองว่า ตนเองมีหุ้น ipo (หุ้นก่อนที่จะเข้าทำการในตลาดหลักทรัพย์ฯ) โดยได้รับจากผู้มีอุปการะคุณและพร้อมจะจำหน่ายอยู่หลายตัว อาทิ หุ้นคาราบาวแดง, หุ้นเมืองไทยลิสซิ่ง และหุ้นบริษัท วิจิตรภัณฑ์ ปาล์ม ออยล์ จำกัด (มหาชน)

ทำให้นายหน้า และผู้เสียหาย หลงเชื่อสั่งซื้อหุ้นดังกล่าวจำนวนมากโดยโอนเงินสดผ่านนายหน้าให้กับผู้ต้องหาจำนวน 281 ล้านบาท แต่ผู้ต้องหากลับไม่สามารถโอนหุ้นให้กับผู้เสียหาย และไม่สามารถคืนเงินให้ได้ เมื่อทวงถามผู้ต้องหาก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบ ซึ่งได้สืบสวนสอบสวน และขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา ที่ 2203/2557 ลงวันที่ 4 ธ.ค. 2557 ติดตามจำกุมผู้ต้องหาดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เหตุเกิดที่เขตบางรัก, จตุจักร บางซื่อ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน

โดยชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ทุกข้อกล่าวหา ขณะที่พนักงานสอบสวนยังสอบพยานไม่เสร็จสิ้น โดยต้องสอบปากคำพยานเพิ่มอีก 9 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์มือผู้ต้องหา และอื่นๆ ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 - 17 ธ.ค.นี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากคดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก และมีทรัพย์สินผู้เสียหายมูลค่าสูง ประกอบกับผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี รวมทั้งลักษณะการกระทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่ต่อคัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ไม่มีญาตินายปาณสาร ผู้ต้องหามายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป