กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงข้อเลือกตั้งโดยตรง"นายกฯ-ครม." ลดส.ส.เหลือ350คน เลิกระบบบัญชีรายชื่อ ระบบแบ่งเขตใหญ่3คน
คณะกรรมาธิการปฏิรูป (กมธ.ปฏิรูป) ทั้ง 18 ชุดได้ทยอยสรุปข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ซึ่งมีกำหนดนัดส่งข้อเสนอเบื้องต้นวันที่ 10 ธ.ค.
วานนี้ (6 ธ.ค.) นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการเมือง ในฐานะโฆษก กมธ.ปฏิรูปการเมือง เปิดเผยว่า กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่จะเสนอต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะส่งไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ โดยในวันที่ 8 ธ.ค. กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะประชุมกันอีกครั้งเพื่อลงมติรับรองข้อเสนอของ กมธ.
สำหรับประเด็นสำคัญที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเห็นตรงกัน คือ การเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ให้ผู้ที่สมัครเป็นรัฐบาลเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนเลือก โดยการเลือกตั้งจะมีทั้งบัตรเลือกตั้ง ส.ส. และบัตรเลือกตั้ง ครม.
ส่วนการเลือก ส.ส.ให้มี ส.ส. 350 คนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีเฉพาะแบบแบ่งเขต กำหนดให้เลือกได้ไม่เกินเขตละ 3 คน เพื่อลดอิทธิพลและการซื้อสิทธิขายเสียง
ขณะที่การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้น ให้มี ส.ว.จำนวน 154 คน โดย 77 คนมาจากการเลือกตั้ง และอีก 77 คน มาจากการสรรหาของกลุ่มอาชีพหรือองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมาย อาทิ แพทยสภา หรือสภาทนายความ เป็นต้น
“นิพิฏฐ์”ชี้ไม่มีชาติเลือก"ครม."โดยตรง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในโลกนี้ประเทศที่มีการปกครองระบบรัฐสภา ไม่มีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง หากประเทศไทยจะใช้ระบบนี้ก็เป็นประเทศเดียวในโลก ตนเห็นว่าควรกลับไปใช้ระบบรัฐสภาแบบเดิมจะดีกว่า
ขณะนี้หลาย กมธ.และอนุ กมธ.ออกมาสรุปข้อเสนอต่างๆ ว่าจะใช้ระบบนั้นระบบนี้ ซึ่งเป็นความคิดที่ขัดแย้งกันเอง เมื่อเข้าสู่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้ว ก็จะมีความสับสนจนความคิดเห็นไม่ตกผลึก เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญมาประชาชนก็ไม่ไว้วางใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด
"ผมกล้าเดิมพันเลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ผ่านการลงประชามติ" อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ซัดเลิกปาร์ตี้ลิสต์ "ปฏิรูปถอยหลัง"
นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอที่ไม่ให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น เป็นความคิดที่ไม่ได้วิเคราะห์ว่าปัญหาของระบบการเมืองเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งตนเห็นว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเมือง การที่พรรคการเมืองต้องมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะต้องการบุคคลที่หลากหลาย มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เข้ามาทำงานการเมือง หากยกเลิกก็จะเป็นการปฏิรูปการเมืองที่ถอยหลัง ไม่ก้าวหน้า
ดังนั้นเราควรต้องมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะเราเดินมาไกลกว่าที่จะถอยหลังแล้ว ส่วนการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตไม่เกินเขตละ 3 คน เห็นว่าควรเป็นระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ คือ ประชาชนมีสิทธิเลือกได้ 3 คนที่มาจากพรรคเดียวกัน หรือเลือก 3 คนแต่มาจากต่างพรรคก็ได้
"มานิจ"เผยวางกรอบรธน.สร้าง"พลเมือง"
นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 1 ว่าด้วยความเป็นพลเมืองและสิทธิพลเมือง ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความเป็นพลเมืองและสิทธิพลเมืองแล้ว โดยเนื้อหาระบุว่า "ให้รัฐมีหน้าที่สร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ รู้เท่าทันสื่อ เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ พึ่งตนเองได้ เคารพหลักความเสมอภาค เคารพความแตกต่าง มีวินัย เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกติกา ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ตระหนักในหน้าที่ รับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม
ทั้งนี้ รัฐจะต้องให้การศึกษาเรื่องพลเมืองด้วยการกำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในสถานศึกษาทุกระดับ ทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งผู้ที่พ้นวัยศึกษาด้วย"
โดยเนื้อหาดังกล่าวจะบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยกลไกที่จะกำกับให้การดำเนินงานของรัฐเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะอยู่ในกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้นหน่วยงานหลักที่ต้องเป็นฝ่ายปฏิบัติ คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องกำหนดโครงการเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องกำหนดหลักสูตรที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ชงตั้งองค์กรให้เยาวชนขับเคลื่อนรธน.
นายมีชัย วีระไวทยะ ในฐานะประธานคณะ อนุ กมธ.ขับเคลื่อนเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยและจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คณะอนุ กมธ.ฯ เตรียมเสนอให้ตั้งองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานภายใต้สถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้เยาวชนร่วมการขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รวมถึงสร้างเครือข่ายในสถาบันการศึกษาเพื่อทำงานหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มเยาวชนตอบรับต่อการแสดงความคิดเห็นด้านการปฏิรูปและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างดี โดยมีกลุ่มเยาวชนส่งจดหมายผ่านตู้ ปณ.111 ปณฝ.รัฐสภา และอีเมล์มาเป็นจำนวนมาก โดยความเห็นดังกล่าวจะนำเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปต่อไป
"ปานเทพ"ระบุอายุ ป.ป.ช. 5 ปีน้อยเกิน
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคการเมืองบางพรรคที่เสนอให้ลดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ ลง โดยให้กรรมการ ป.ป.ช.มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 5 ปีจากเดิม 9 ปีว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ส่วนตัวเห็นว่าการที่กำหนดให้ ป.ป.ช.มีวาระการทำงาน 9 ปีมาตั้งแต่แรกนั้น คงดูในแง่ความต่อเนี่องในการทำงานที่แต่ละคดีต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณานาน และต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ ฉะนั้นความต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนการเสนอให้ ป.ป.ช.อยู่ในวาระ 5 ปีนั้น ก็เป็นข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองผ่าน สปช. ขึ้นอยู่กับ สปช.ที่จะส่งข้อเสนอไปยัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคงได้พิจารณาความเหมาะสมต่อไป แต่ส่วนตัวคิดว่าหากให้กรรมการ ป.ป.ช.อยู่ในวาระ 5 ปี เมื่ออยู่ครบเทอมหรือหมดวาระแล้ว ก็ควรให้กลับเข้ามาสมัครรับการสรรหาได้อีกครั้ง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
"ประยุทธ์"แนะ3บทเรียนลุยปฏิรูป
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ซึ่งเลื่อนมาออกอากาศเมื่อเช้าวานนี้ ถึงการเดินหน้าประเทศไทยในส่วนของการปฏิรูปว่า ที่ผ่านมาประเทศหนึ่งในอาเซียนมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้ก็ต้องประสบภาวะเสื่อมถอยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการดำเนินนโยบายของรัฐที่ผิดผลาด 3 ประการนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) คือ
1.ขาดธรรมาภิบาล เล่นพรรคเล่นพวก ขาดสมรรถนะในการบริหารประเทศ สนใจเฉพาะนโยบายที่สร้างคะแนนนิยม ไม่เอาจริงเอาจังกับการวางรากฐากอนาคต ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเสื่อมถอย เศรษฐกิจหดตัว คนตกงาน เงินเฟ้อ การกู้ยืมเงินไปทำโครงการสำคัญไม่สามารถทำได้ ไม่สร้างรายได้ให้ประชาชน
2.ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่ในกระบวนการยุติธรรม ทำให้กลายเป็นประเทศที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากนักธุรกิจ นักลงทุน จากทั้งภายในประเทศและนานาชาติ และ 3.การปฏิรูปประเทศที่ขาดความจริงใจ จริงจัง ทำให้ประเทศติดกับดักถาวร สถานการณ์ทุกมิติไม่ได้รับการแก้ไข พัฒนา ทุกอย่างเหมือนเดิม หรือกลับเลวร้ายกว่าเดิม ทำให้ประเทศล้มเหลว วันนี้ก็ต้องมาแก้ไขกันอีก
ย้ำปฏิรูปยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
"จากบทเรียนข้อแรก ต้องระวังการบริหารจัดการให้มีความรอบคอบ มีธรรมาภิบาล การวางแผนต้องยึดหลักวางรากฐานอนาคต อย่าไปทำอะไรฉาบฉวย คำนึงถึงความยั่งยืน ลดความขัดแย้ง อย่าเอาประเทศไปเสี่ยงภัย ไปต่อสู้กัน ไม่สร้างภาระให้ประเทศโดยไม่จำเป็น การพัฒนาต้องยึดแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยจะต้องมีความรู้และคุณธรรมในการที่จะเดินหน้าต่อไป" นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า บทเรียนข้อที่ 2 ต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันโดยยึดหลัก 3 ประการ คือ การพัฒนาอย่างมีวินัย การต่อต้านคอร์รัปชันอย่าสมยอมกัน การยึดหลักคุณธรรมต้องทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน อย่างเท่าเทียม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก และเอาจริงเอาจัง
"สังคมก็ต้องปฏิเสธคนเหล่านี้ บางคนก็โกงแล้วโกงอีกอยู่นั่นแหละ ก็สู้ตามกฎหมาย แล้วบางทีก็ชนะ เพราะกฎหมายไม่ใช่ คือเขาเปิดโอกาสให้ต่อสู้กันด้วยหลักนิติธรรม ทุกคนก็หาหลักฐานมาสู้กัน บางทีก็ชนะ ชนะก็ไปทำใหม่อีก อย่างนี้ไม่ได้นะ สังคมก็ต้องปฏิเสธคนเหล่านี้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
บทเรียนที่ 3 นายกรัฐมนตรีบอกว่า สิ่งที่จะปฏิรูปสำคัญที่สุด คือ 5 สาย หรือ 5 ฝ่ายที่ได้ทำไว้แล้วในปัจจุบัน คือ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปบ้างแล้ว ขอให้ทั้ง 5 ส่วนบูรณาการกันให้ดี อย่าสร้างปัญหาใหม่ จะทำอะไรหรือออกร่างอะไรมาก็ตาม ต้องได้รับการยอมรับ แต่จะทำให้ยอมรับทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ขอให้คำนึงถึงว่าประเทศชาติจะไปทางไหนในอนาคต
นอกจากนี้ที่สำคัญ คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินต้องมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ว่าทำอย่างไรประชาชนจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด เป็นที่เพียงพอ ข้าราชการ ผู้บริหารก็ต้องซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
วอนเลิกขัดแย้งต่อต้าน
"วันนี้ผมขอร้องอย่างเดียวว่าถ้าเรายังขัดแย้งกัน ต่อต้านกันเรื่องประชาธิปไตย ก็ไปไม่ได้ ไปไม่ได้เลย ประชาธิปไตยอะไรก็ไปไม่ได้ วันนี้ถ้าเราไม่ต่อต้านกัน ไม่ขัดแย้งกัน พูดคุยกันดีๆ แล้วก็ยอมรับในหลักการซึ่งกันและกัน ภายใต้การปรองดองด้วยหัวใจดีๆ แล้วยอมรับในหลักการซึ่งกันและกัน ภายใต้การปรองดองด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน ไม่มาต่อสู้กันอีก ไม่เอาความขัดแย้งมาเกิดขึ้นอีก ไม่ใช้การเมืองมานำประชาชนเป็นพวกเป็นฝ่าย คิดว่าบ้านเราก็ไม่เกิดวิกฤติอีกต่อไป ไม่มีความเสี่ยง"
"เราพร้อมที่จะเดินหน้าประเทศ เราพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เราพร้อมในทุกมิติ แต่เรายังไม่พร้อมในเรื่องของการขจัดความขัดแย้ง แล้วก็การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีระบบธรรมาภิบาล ตลอดจนเรื่องของการทุจริตผิดกฎหมาย อะไรเหล่านี้ต้องเลิกหมด แต่รัฐบาลปัจจุบัน และ คสช.ไม่ยอมแพ้ ยังมีพลังอยู่ ยังมีกำลังใจอยู่ในการที่จะดำเนินการต่อไปให้ได้ เพื่อจะก้าวให้พ้นกับดักเหล่านั้น" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ทักษิณปลื้ม"เอม"คลอดลูกแฝด
มีรายงานว่า น.ส.พิณทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้กำเนิดลูกสาวฝาแฝดแล้ว ที่โรงพยาบาลพระราม 9 โดยคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า อดีตนายกฯรู้สึกดีใจอย่างมาก
สำหรับชื่อลูกสาวฝาแฝดของ น.ส.พิณทองทา นั้น ครอบครัวชินวัตรได้กำชับว่าจะเป็นฝ่ายให้สัมภาษณ์เอง


