"ไพบูลย์" สั่งรื้อสำนวนคดีสำแดงเท็จนำเข้าไม้สัก200ล้าน พบ 5 ประเด็น "ธาริต" ส่อใช้ดุลพินิจไม่ชอบ
"ไพบูลย์" สั่งรื้อสำนวนคดีสำแดงเท็จนำเข้าไม้สัก 200 ล้าน พบ 5 ประเด็น ”ธาริต” ส่อใช้ดุลพินิจไม่ชอบ อ้างอนุสัญญาบาเซโลนาสั่งไม่ฟ้องคดี คืนไม้ของกลางให้ผู้ต้องหาล่วงหน้า ก่อนอัยการสั่งคดี ชงอธิบดีดีเอสไอสอบสวนใหม่
วันนี้ (5ธ.ค.57) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการใช้ดุลพินิจสั่งคดีโดยมิชอบของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่นายปิยะชาติ อำนวยเวช ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรม ให้ตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีบริษัทอันตน จำกัด นำเข้าไม้สักแปรรูปจากประเทศพม่ามูลค่า 204 ล้านบาท โดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ทั้งนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้ตนตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะคดีดังกล่าวแม้อัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว แต่หากตรวจสอบพบความผิดปกติในการใช้ดุลยพินิจสั่งคดีของอดีตอธิบดีดีเอสไอ หรือปรากฏพยานหลักฐานใหม่ ก็สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นสอบสวนใหม่ได้
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับคดีบริษัทอันตน ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษไว้เมื่อปี 2553 โดยครั้งแรกอธิบดีดีเอสไอมีคำสั่งแต่งตั้งนายชาติชาย โทสินธิติ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ ภาคเหนือ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน แต่ต่อมาได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงให้นายชำนาญ ฉันทวิทย์ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน จากนั้นพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องบริษัทอันตนกระทำผิดกฎหมาย ร่วมกันนำไม้สักแปรรูปเข้ามาในราชอาณาจักร โดยสำแดงเท็จไม่มีใบสำแดงถิ่นกำเนิน (C/O) หรือหลักฐานการอนุญาตส่งออกไม้จากประเทศพม่า แต่รองอธิบดีดีเอสไอในขณะนั้นได้ทำความเห็นเสนอไปยังอธิบดีดีเอสว่า สมควรสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษี ส่วนไม้สักของกลางให้อายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ต่อมาในการพิจารณาชั้นอัยการก็มีความเห็นสั่งไม้ฟ้องตามข้อเสนอของอธิบดีดีเอสไอ และคืนไม้สักของกลางให้บริษัทอันตน
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีบริษัทอันตนทำรายงานถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า ผลการตรวจพบความผิดปกติ รวม 5 ประเด็น ดังนี้ 1.ในการสั่งไม่ฟ้องคดีของอธิบดีดีเอสไอมีความเห็นว่าผู้ต้องหาขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ทั้งที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า การหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดนั้น ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ต้องหามีเจตนาจะฉ้อภาษีของรัฐหรือไม่ 2.มีการเร่งรัดคืนไม้ของกลางให้บริษัทอันตน โดยอธิบดีดีเอสไอมีหนังสือถึงผู้ต้องหาแจ้งผลการเพิกถอนอายัด ในวันที่ 16 ก.พ. 55 ก่อนอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดในวันที่ 21 ก.พ.55 โดยคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวส่งถึงดีเอสไอในวันที่ 24 ก.พ.55 3.กรณีสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างอนุสัญญาบาเซโลนาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ใช้หลักฐานการอนุญาตส่งออกไม้จากพม่าไปยังประเทศลาว ซึ่งไม่มีพื้นที่ติดทะเล อย่างไรก็ตามกฎหมายไทยทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์และมติคณะกรรมการความมั่นคงชายแดน ระบุชัดว่า ถ้าเป็นการนำเข้าไม้จากพม่าต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดทุกกรณี เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่สามารถนำอนุสัญญาบาเซโลนามาปรับใช้ได้
ประเด็นที่ 4.การปรับย้ายนายชาติชายพร้อมพนักงานสอบสวนที่เข้าตรวจค้น ยึด อายัดไม้ของกลางรวม 4 ราย และเป็นผลให้พนักงานสอบสวนทั้ง 4 รายถูกบริษัทอันตนฟ้องเรียกค่าเสียหาย 40 ล้านบาท ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากบริษัทอันตนไม่สามารถนำใบรับรองถิ่นกำเนิด หรือหลักฐานใบอนุญาตให้ส่งออกไม้จากพม่ามาแสดง 5 ภายหลังการสอบสวนคดีเสร็จสิ้นได้ปรากฏคำเบิกความของนายพิเชษฐ เลิศล้ำอำไพวงษ์ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ต้องหาที่เบิกความต่อศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า เป็นผู้รับมอบหมายจากบริษัทอันตนให้เป็นผู้ดำเนินศุลกากรในการนำเข้าไม้ ทราบดีว่า การขออนุญาตนำเข้าไม้จากพม่า มีกฎหมายและระเบียบที่ต้องมีเอกสารใบรับรองถิ่นกำเนิดหรือหลักฐานการอนุญาตให้ส่งออกไม้ของประเทศพม่า มิเช่นนั้นจะไม่สามารถนำไม้เข้ามาในราชอาณาจักรได้เลย ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวไม่เคยปรากฏในการสอบสวนของดีเอสไอ จึงถือเป็นหลักฐานใหม่ และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ถึงเจตนาว่า ผู้ต้องหาจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยด้วยว่า บันทึกการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่งเรื่องไปให้นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ สั่งการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานในคดีนี้ใหม่อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิเศษเดิมอยู่แล้ว พร้อมให้คืนตำแหน่งให้กับนายชาติชายและพนักงานสอบสวนอื่นๆ ซึ่งถูกย้ายจากผอ.ศูนย์ปฏิบัติการภาคเหนืออย่างไม่เป็นธรรมต่อไป





