สนช.ผ่านร่าง"เอ็มโอยู"ความร่วมมือไทย-จีนพัฒนารถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง "หนองคาย-มาบตาพุด" -"แก่งคอย-กรุงเทพฯ"
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วานนี้ (4 ธ.ค.) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทยในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 - 2565
ทั้งนี้ ร่างเอ็มโอยูฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ชี้แจงต่อสนช. ซึ่งภายหลังมีการอธิปราย สนช.ได้ลงมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 187 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง โดยไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
เอ็มโอยูระหว่างไทย-จีนในโครงการความร่วมมือพัฒนาทางรถไฟ มีขึ้นในช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 22 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่ามา โดยมีการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างรัฐบาลไทย-จีน
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของไทยในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทยที่ขอให้สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้นมี 2 เส้นทางคือ โครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน (Standard Gauge) เส้นทางหนองคาย -โคราช - แก่งคอย - มาบตาพุด ระยะทางประมาณ 734 กิโลเมตร และเส้นทางแก่งคอย - กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร
การดำเนินการโครงการดังกล่าวจะมีการใช้พื้นที่ ใช้ทรัพยากร ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง กระทบเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 23 ที่ระบุว่าต้องผ่านความเห็นชอบจากสนช. รัฐบาลจึงเสนอร่างบันทึกความเข้าใจฯดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสนช.เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะลงนามในเร็วๆ นี้
คาดเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2559
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่าร่างบันทึกความเข้าใจฯดังกล่าวถือเป็นโครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐานโครงการแรกของไทย โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้ความร่วมมือแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ฝ่ายจีนจะรับผิดชอบในการก่อสร้างและพัฒนาระบบรถไฟ ส่วนฝ่ายไทยจะให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนของการเตรียมโครงการ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและพยายามให้เริ่มมีการก่อสร้างในปี 2559
ในการประเมินมูลค่าโครงการให้เป็นการหารือระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งให้องค์กรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นผู้ประเมินและทั้ง 2 ฝ่ายจะพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับรูปแบบความร่วมมือของโครงการ
ตั้งกรรมการร่วมดูแลโครงการ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารร่วมกันขึ้นใหม่ชุดหนึ่งเพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อบันทึกความเข้าใจสำหรับไทยนั้นให้รมว.คมนาคมเป็นประธานร่วม ส่วนจีนให้ผู้อำนวยการ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development andReform Council) เป็นประธานร่วม
การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่ใช้อยู่ในประเทศคู่ภาคี ในกรณีที่สาระสำคัญของบันทึกขัดหรือแย้งกับบันทึกความเข้าใจใดๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ลงนามระหว่างปี 2554-2556 ให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลเหนือกว่า และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ลงนาม และมีผลบังคับใช้ 5 ปี
สนช.อภิปรายสนับสนุน
ด้านนายมณเฑียร บุญตัน สนช. ลุกขึ้นอภิปรายว่า ร่างบันทึกความเข้าใจนี้เป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการสร้างความเจริญก้าวหน้าทางโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศ ที่สำคัญคือ การดำเนินการโครงการต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ให้เป็นขนส่งมวลชน หมายความว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงบริการนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนปกติหรือคนพิการ
ดังนั้นการออกแบบก่อสร้าง จัดซื้อตัวรถ สร้างราง ระบบซื้อตั๋ว ต้องออกแบบให้เป็นสากลเพื่อผู้คนทุกระดับรวมถึงคนพิการที่จะสามารถใช้บริการได้ ตนขอสนับสนุนร่างดังกล่าว
นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ สนช. อภิปรายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุบัติเหตุสูงสุดจากการใช้การขนส่งทางบก และการขนส่งทางรางนั้นถูกกว่าการขนส่งทางถนน 50% ดังนั้นรัฐจะต้องส่งเสริมระบบราง การมีระบบรางที่ทันสมัยจะลดค่าโลจิสติกส์ลง ซึ่งในยุโรปค่าโลจิสติกส์ 7% ของจีดีพี สหรัฐอเมริกา 8% ของจีดีพี สิงคโปร์ 8% ของจีดีพี มาเลเซีย 13% แต่ของประเทศไทยสูงถึง 15%
ดังนั้นการแข่งขันในระดับอาเซียนเราจึงไม่สามารถเทียบกับมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ เหลือเพียงประเทศไทยที่ระบบรางคู่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งใฝ่ฝันที่จะให้เกิดขึ้น และเมื่อรัฐมนตรีได้ทำสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในประเทศ เรื่องนี้จึงสมควรสนับสนุน เพราะลดค่าโลจิสติกส์ อุบัติเหตุทางถนน มลพิษและสร้างความสะดวกสบายอีกด้วย
ห่วงความโปร่งใส-พัฒนาบุคลากร
ขณะที่พล.อ.อ.ไพศาล สีตะบุตร สนช. อภิปรายว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวคสช.มีมติเมื่อเดือนก.ค. 2557 เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่วนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือ เป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง และสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน และเป็นการเริ่มต้นการพัฒนารถไฟรางคู่
แต่มีข้อสังเกตคือ 1.ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลกระทบต่อประชาชน การประกอบอาชีพ ความเป็นอยู่ เพราะคนลงทุนจากต่างประเทศ2.มีโอกาสที่จะเปิดให้เอกชนบริหารจัดการได้หรือไม่ 3.เนื่องจากโครงการมีมูลค่าการลงทุนสูง จะต้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส สุจริตและตรวจสอบได้ และ 4.ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีของผู้ชำนาญการต่างประเทศเพื่อพัฒนาบุคลากรของไทย
คาดต้นปีเริ่มสำรวจพื้นที่
พล.อ.อ.ประจิน ชี้แจงด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการเดินรถไฟมาช้านาน ทั้งเรื่องอายุของรถ ราง และระบบการเดินรถ ที่ทำให้มีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้การเดินทางใช้เวลามากเกินไป
ดังนั้นโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการขนส่งระบบราง ทั้งเรื่องระบบการบริการ ความปลอดภัย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในโครงการเชื่อมจีนกับอาเซียนซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน ขอยืนยันว่าจะไม่มีการมอบสิทธิประโยชน์เรื่องที่ดินสองข้างทางรถไฟให้กับประเทศจีนเราจะดูแลโครงการนี้ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อลูกหลานในอนาคต
เมื่อผ่านการเห็นชอบจากสนช.แล้วเชื่อว่าจะมีการลงนามของทั้ง 2 ฝ่ายในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะมีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ เชื่อว่าภายในเดือนม.ค.-ก.พ. 2558 จะสามารถลงพื้นที่สำรวจรวมถึงพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ได้
ส่วนจะใช้การร่วมลงทุนตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง





