นายกฯลั่นเดินหน้าตามโรดแมพ สร้างความเชื่อมั่นหอการค้าต่างชาติ ย้ำนโยบายเปิดกว้างการลงทุน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง หลังจากเริ่มมีความวิตกจากนักธุรกิจต่างชาติในหลายประเด็น โดยยืนยันในโรดแมพ 3 ระยะ เดินหน้าการเลือกตั้ง และย้ำว่ากฎหมายหรือกติกาที่จะออกมาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาถึงทิศทางเศรษฐกิจและดำเนินงานของรัฐบาล วานนี้ (3 ธ.ค.) ในงาน "Supporting A CompetitiveEconomy in Thailand" จัดโดยหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT-Joint Foreign Chamber of Commerce in Thailand) ที่มีสมาชิก30 หอการค้าต่างประเทศในไทย เข้าร่วมงานกว่า 800 คน เพื่อรับฟังนโยบายของรัฐบาลไทยต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายกระทรวงเข้าร่วมชี้แจงด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินตามแผนโรดแมพที่ได้วางไว้ โดยเร่งสร้างความมั่นใจ และแก้ปัญหาในทุกด้าน สอดคล้องไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและประชาคมโลก โดยกำหนดแผนการดำเนินการ 3 ระดับ คือระยะแรก ได้ดำเนินการไปแล้ว ระยะที่สอง คือ การปฏิรูป จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่สาม
ดังนั้น จึงมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ เพื่อรักษาความปลอดภัย และดูแลทั้งคนในชาติและชาวต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ถือว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปกติด้วยซ้ำ
“ขอให้ทุกท่าน ไม่ต้องกังวลเรื่องประชาธิปไตย เพราะที่ผมเข้ามา ก็ใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ และรับรองว่า จะมีการเลือกตั้งแน่นอนระหว่างนี้ต้องแก้ปัญหากันไป และเมื่อมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อน และที่ผ่านมาพวกท่านอาจจะเจอปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมประท้วง แต่ยืนยันว่า จะไม่ให้มีความวุ่นวายการประท้วงอย่างเด็ดขาด และไม่ต้องกังวลเรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึก เพราะที่ประกาศออกมา เราดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของทุกคน และใช้อย่างสร้างสรรค์"
รัฐบาลพร้อมรับข้อเสนอแนะ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามทำให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หากมีอะไรขอให้เสนอแนะเข้ามาได้ และรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้พวกท่าน เชื่อว่าปีหน้าจะมีการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเป็น 2 เท่า
ในระหว่างนี้ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้เดินหน้าเรื่องกฎหมาย และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เดินหน้าปฏิรูป หากใครมีข้อเสนอแนะขอให้เสนอมาเราพร้อมรับฟังทุกเรื่อง ขณะนี้เรามีการปฏิรูป 18 ประเด็นใน 11 เรื่อง
"วันนี้อย่างเร่งรัดเรามากมาย เพราะเป็นเรื่องภายในของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้ง การปฏิรูปเรากำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการเลือกตั้งเดี๋ยวค่อยว่ากัน"
"ผมตั้งใจไว้แล้วว่า ก่อนปีใหม่ใหม่นี้ จะทำแต่ความดี และจะยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มให้มากขึ้น พยายามพูดให้เพราะ แต่ยอมรับว่า ผมเจอ
ปัญหาหนัก อีกทั้งเป็นทหารมา 38 ปี เพิ่งมาเป็นนายกฯเพียง 3 เดือนก็อย่าว่ากันมากเลย และทั้งหมดที่รัฐบาลดำเนินการ จะเป็นผลดีกับภาคธุรกิจและตามแผน 1 ปีที่วางไว้ จะเป็นผลดีไปถึงรัฐบาลต่อไปด้วย เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า 1 ปีต้องทำให้ได้ แต่ถ้าไม่ทัน ต้องส่งต่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่า อุปสรรคของประเทศไทยเริ่มการปฏิรูปช้า แต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และเดินหน้าต่อไป เราจะไม่เป็นคู่แข่งกับใครเพราะต่างประเทศได้เดินหน้าไปแล้ว วันนี้เราขอเป็นเสือหมอบก่อนที่จะเดินทางไปข้างหน้า" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
วางคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามกับนักลุงทุน เรื่องเกี่ยวกับเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชันในไทยว่าเป็นเรื่องสำคัญ และวางไว้เป็นวาระของชาติ ตั้งแต่เข้ามาได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตในภาครัฐ โดย คสช. ซึ่งมีการตรวจสอบ 28 โครงการ เป็นโครงการที่มีมูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่น่าสงสัย
นอกจากนี้ยังมีการสุ่มตรวจหลายโครงการอยู่ โดยกระบวนการ 2 ทาง คืออำนาจจากฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลและคสช. และการตรวจสอบขององค์กรอิสระ และโครงการของรัฐในปีต่อไป จะมีการประสานบุคคลภายนอกมาดูแลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ ทั้งโครงการรถโดยสาร รถไฟและโครงการบริหารจัดการน้ำ และหากผู้ลงทุนสามารถลดราคาได้ 30% โดยไม่มีการลดคุณภาพรัฐบาลก็ยินดี และเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเราจะปฏิรูปทั้ง 3 ระบบ ทั้งนโยบายการขับเคลื่อนและผู้ปฏิบัติ
"เพราะวันนี้ ยังมีช่องว่างของกฎหมาย และการสมยอมของผู้ประกอบการและเจ้าของงบประมาณ รวมทั้งปลูกฝังให้คนไทยรังเกียจการทุจริตทั้งประเทศ พร้อมเห็นว่าการดำเนินโครงการใหญ่ต้องไม่ล่าช้าเพราะความล่อช้าทำให้เกิดการทุจริต" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ลั่นประชาธิปไตยเกิดขึ้นแน่นอน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่เชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีจะเร่งผลักดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยกลับมาเติบโตได้มากกว่า 1% และปีหน้าเติบโตต่อเนื่องมากว่า 3% หลังจากการลงทุนและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะช่วง 3เดือนสุดท้ายของปี ที่รัฐได้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และเปิดประมูลโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกำลังจะวางแผนเพื่อปฏิรูปโครงสร้างประเทศในระยะ 3-5 ปีจากนี้
“หลังจากมีรัฐบาลทุกอย่างกำลังเดินหน้า ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแผนโรดแมพ ช่วงนี้เศรษฐกิจชะลอตัวต้องหาทางขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับของสภานิติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ต้องกังวลเรื่องของประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นแน่นอน"
สำหรับกรณีที่นักธุรกิจต่างชาติเป็นกังวลเกี่ยวกับด้านการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ) นั้นยืนยันว่า ทิศทางการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว จะต้องมีส่วนกระตุ้นการลงทุนในไทยให้เพิ่มขึ้น ไม่ทำให้บรรยากาศการลงทุนแย่ลง
ชวนลงทุน12เขตศก.พิเศษ-ทวาย
รัฐบาลได้ส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยหันมาพึ่งพาตลาดประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบเมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน จึงมีนโยบายจะเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่งในปีนี้ และเพิ่มอีก 7 แห่งในปี 2558 รวมเป็น 12 แห่ง โดยจะออกมาตรการพิเศษ เช่น การผ่อนผันให้ใช้แรงงานต่างด้าว หรือแรงงานไร้ฝีมือ และให้ถือบัตรผ่านแดนที่สามารถมาทำงานเช้าเย็นกลับได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังส่งเสริมที่จะลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ประเทศพม่า โดยร่วมทุนกับญี่ปุ่น ที่จะเข้าไปพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ (east-west corridor) ที่จะพัฒนาการลงทุนในอาเซียนให้โดดเด่นและเชื่อมโยงกันดังนั้นนักลงทุนต่างชาติที่สนใจก็เปิดกว้างเพื่อเข้าไปลงทุนร่วมกัน
“ใครสนใจไปทวาย ทวายจำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิด เพราะเป็นประโยชน์กับภูมิภาค รัฐบาลได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น เฟสแรกเพิ่งเปิดประมูลเอกชนต้องติดตาม”
แจงเปิดกว้างลงทุนทั่วโลก-ปรับปรุงก.ม.
นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกปรับปรุงกฎหมายด้านการลงทุนเพื่อจูงใจกับนักลงทุนต่างชาติในเชิงลึกมากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับสู่ประเทศการค้า (Trading nation)
สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น ไทยพร้อมลงทุนเพื่ออำนวยความสะดวกเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ ถนน และระบบรางเชื่อมต่อกับจีน รวมถึงการลงทุนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ
นายกฯ ยังกล่าวต่อว่า ไทยพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศที่เกี่ยวข้องและเปิดรับกว้างการลงทุนจากทั่วโลก เพื่อมีส่วนร่วมโยงกับไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนโดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง ตามนโยบายส่งเสริมประเทศไทยบวกหนึ่ง คือการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยและไทยพร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์เชื่อมโยงซัพพลายเชน เช่น วัตถุดิบทางการเกษตร
หอเทศชง 12 เรื่องเอื้อลงทุน
นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอให้นายกฯทั้งหมด 12 เรื่องเพื่อผลักดันให้ไทยโดดเด่นจูงใจนักลงทุน โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมเปิดเสรีในสาขาบริการ ตั้งแต่ภาคการเงิน การธนาคาร ประกันภัย โลจิสติกส์ รวมถึงโทรคมนาคม ซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนยกระดับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
“การเปิดเสรีไม่ใช่เปิดเสรีแค่อำนาจถือหุ้น แต่ควรขยายไปถึงการเข้ามาทำงานของกลุ่มแรงงานฝีมือหรือมีทักษะได้อย่างเสรี ดังนั้นจึงควรไปแก้ไขกฎหมายระเบียบด้านการอนุญาตทำงานให้สะดวกมากขึ้น รวมถึงการขอใบอนุญาตใบทำงานต่างๆให้ทำได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปสู่การแข่งขันธุรกิจบริการธุรกิจบริการทั่วโลก ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”
สิ่งที่สำคัญอีกประการ คือ การขจัดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนการดำเนินธุรกิจ มีส่วนบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขัน ดังนั้นไทยต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้มีความโปร่งใสทั้งระบบ
พอใจแนวทางปรับกรุงกฎหมายต่างด้าว
ด้านนายมาร์ค สปีเกล รองประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศ กล่าวว่า แนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างด้าวตามที่นายกฯ ให้แนวทางถือว่าน่าพอใจและเห็นความชัดเจนมากขึ้น ว่ารัฐบาลมีแนวทางที่จะเปิดเสรีภาคการเงิน โทรคมนาคม และโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจบริการในกลุ่มบัญชีที่ 3 มีไม่ต่ำกว่า 20 สาขาที่ต่างชาติไม่สามารถเข้ามาประกอบธุรกิจได้ และยังมีข้อบัญญัติครอบคลุมไปถึงธุรกิจนอกเหนือจากนี้ ที่ต่างชาติไม่สามารถทำได้
ดังนั้นไทยอาจจะสูญเสียโอกาสหากไม่เร่งรีบเปิดเสรีภาคบริการหากเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซียมีการเปิดเสรีในกลุ่มธุรกิจบริการสูงกว่าไทย
นายโอ ล็อก ซุน ประธานหอการค้าไทย-สิงคโปร์ กล่าวว่า นักธุรกิจต่างชาติที่มารับฟังปาฐกถาครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากต่างกังวลต่อแนวทางการแก้ไขกฎหมาย จึงต้องการมารับฟังนโยบายโดยตรงจากนายกฯ ซึ่งนายกฯพูดอย่างชัดเจน ทำให้พึงพอใจผลการพบปะครั้งนี้
"ปรีดิยาธร"ยันเตรียมเปิดเสรีบริการ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวว่า แนวทางการอนุญาตการทำงานของต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยมีการอำนวยความสะดวกมากขึ้น หลังจากมีนโยบายส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่(International Head Quarter) ซึ่งเมื่อได้รับการอนุญาตเปิดบริษัทก็ได้รับการทำงานในเมืองไทยได้ 2 ปี และรายงานที่พักอาศัยทุก 90 วัน ผ่านทางจดหมาย นอกจากนี้ยังมีโอกาสขยายมาตรการการส่งเสริมการทำงาน และอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจต่างชาติต่อไปในไม่กี่เดือนข้างหน้า
สำหรับแนวทางการเปิดเสรีภาคบริการ เริ่มต้นจากกลุ่มธนาคาร ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีแผนการเปิดเสรีอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีในการขยายการเปิดเสรีภาคการเงิน โดยยกตัวอย่างกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่าง เทเลนอร์ และ เทมาเสก ที่เป็นผู้ถือหุ้นในดีแทค และเอไอเอส ก็ยังมีอำนาจในการบริหารธุรกิจได้เต็มที่ ภายใต้กฎหมายฉบับปัจจุบัน
"แนวทางการปฏิรูปกฎหมายโทรคมนาคม ทางรัฐบาลยินดีเปิดกว้างรับฟังข้อเสนอ"
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแผนปฏิรูปพลังงานว่า ได้ดำเนินงาน 4 แผน คือ เปิดประมูลสำรวจแหล่งพลังงานของไทย ปรับโครงสร้างราคาให้เป็นตามตลาด ลดราคาอุดหนุนให้เบนซินและดีเซลมีราคาใกล้เคียงกัน โดยทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมาเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้โอกาสการปฏิรูปพลังงานทำได้ง่ายขึ้น


