ผอ.ศปป.คนใหม่ แถลงความคืบหน้างานปรองดอง เปิด4,268เวที ให้ภาคประชาชน-นิสิต-นักศึกษาทั่วประเทศร่วม
จ่อส่งคสช.พิจารณา“มิ.ย.-ก.ค. 58” ยัน รบ.-คสช. จริงใจสร้างความปรองดอง
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) แถลงถึงความคืบหน้าการดำเนินการสร้างความปรองดองว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่โรดแม็พระยะที่ 2 ของ คสช. ที่เป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรไปพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้นความรัก ความสามัคคี และสมานฉันท์ ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย เพื่อให้เป็นสังคมที่มีความมั่นคง และมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ดังนั้นการดำเนินงานของศปป.ตามโรดแม็พระยะที่ 2นั้นได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มากำหนดเป็นยุทธศาสตร์และเป็นหลักคิด
โดยมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ 1. ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองที่ดี 2. ดำเนินการรับทราบความคิดเห็นของประชาชน นิสิตนักศึกษา นักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ จากทุกสาขาอาชีพในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านของ คสช. เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยโดยปราศจากการใช้ความรุนแรง
พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ศปป.ได้กำหนดแผนงาน 6 แผนงาน และ9 โครงการโดยโครงการที่สำคัญคือให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดข้อขัดแย้งและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชน สำหรับการเปิดเวทีความคิดเห็นจะเปิดพร้อมกันทั้ง 4,248แห่งทั่วประเทศ โดยมีชื่อโครงการว่า “คนไทยหัวใจเดียวกัน”ตั้งแต่เดือนธ.ค.นี้เป็นต้นไป โดยให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล นิสิต นักศึกษา รวมทั้งบุคลากรในสถาบันการศึกษา และบุคลากรในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามกรอบการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน พร้อมทั้งให้เสนอความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
โดยพื้นที่ใดมีความพร้อมก็สามารถเริ่มได้ทันที ส่วนการเปิดเวทีตามพื้นที่ภาคต่างๆนั้นจะมีแม่ทัพภาคแต่ละภาคจะซึ่งมีตำแหน่งเป็นผอ.ศปป.ภาคเป็นผู้ดูแล เพราะบางเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนจะต้องชี้แจงให้แม่ทัพภาครับทราบด้วย อย่างไรก็ตามเวลาการทำงานของศปป.จะมีระยะเวลาทำงานถึงเดือนก.ย. 2558 ส่วนการสรุปความคิดเห็นเวทีต่างๆจะอยู่ในช่วงมิ.ย.-ก.ค. 2558 จากนั้นศปป.จะสรุปข้อคิดเห็นของประชาชนทุกเวทีส่งให้คสช.และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ยังมีการจัดงานมหกรรมเอกลักษณ์ไทยหัวใจสี่ภาคเพื่อสร้างค่านิยม และจิตสำนึกของประชาชนทุกภาคส่วน โดยจะดำเนินการทั้งสิ้น 16จังหวัด และในวันที่ 29 ธ.ค. 2557 ถึงวันที่ 2 ม.ค. 2558 จะเริ่มกิจกรรม 4 จังหวัด คือ ลพบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช
เมื่อถามว่าการเปิดพื้นที่ทั่วประเทศจะมีการประเมินแรงต้านอย่างไร พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามหาวิทยาลัยใดพร้อมก็ต้องไปคุยกับนักศึกษาแต่ละกลุ่มว่ามีความคิดเห็นแบบใดจะแจ้งต่อแม่ทัพภาค ส่วนที่มีมองว่าอาจจะมีการเสนอให้ผ่อนปรนกฎอัยการศึกในเวทีนั้น ตนคิดว่าการเปิดเวทีดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด 11 ด้านของการปฏิรูปก็ต้องอยู่ในกรอบดังกล่าวเท่านั้น เมื่อถามต่อว่าการเปิดพื้นที่พูดคุยดังกล่าวอาจมีบางกลุ่มใช้เป็นการรวมตัวทางการเมือง พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยข้อตกลงในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบ ตนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่ารู้สึกหนักใจกับกลุ่มใดหรือไม่ พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่หนักใจ เพราะผมคิดว่าทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่มีสีเสื้อใดๆทั้งสิ้น เป็นคนไทยด้วยกันต้องพูดคุยกันได้ และรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหา” เมื่อถามย้ำว่าถ้ามีแสดงสัญลักษณ์ต่างๆในเวทีจะดำเนินการอย่างไร พล.ท.พิสิทธิ์ กล่าวว่า“ ผมขอร้องว่าอย่าทำให้ส่วนรวมเสียเลย เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ ขอให้มาร่วมกันปรองดองดีกว่า มีอะไรก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าเราปรองดองกันได้การเลือกตั้งก็เป็นไปตามกรอบเวลาแน่นอน”


