"บวรศักดิ์" ปธ.กมธ.ยกร่างรธน. เริ่มพิจารณารายงาน อนุกมธ.กรอบรธน.แล้ว ประเดิมสิทธิ-หน้าที่พลเมือง
ด้าน “บรรเจิด” รับหลักทำงานศาลคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีข้อเสนอให้ใส่ชั้นอุทธรณ์ แต่ต้องพิจารณาอีกครั้ง-ก.ยุติธรรมต้องเพิ่มหลักประกันให้ปชช.-รัฐต้องสนับสนุนในองค์ความรู้-ขั้นตอนทางกฎหมาย ส่วน “สุจิต” เผยเสียงอนุ กมธ.ฯ ชงที่มา นายกฯ โดยระบบรัฐสภาให้ กมธ.ยกร่างรธน. พิจารณา - จำนวนส.ส. จำกัดแค่ 350 คนมาจากเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วน ส.ว. มาจากเลือกตั้งและสรรหาตามวิชาชีพ
เมื่อเวลา 10.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาและติดตามรายงานการพิจารณาของคณะอนุ กมธ. พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ทางอนุ กมธ.ฯ ได้ส่งรายงานต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมจะเริ่มพิจารณารายงานของอนุ กมธ. แบบเรียงลำดับคณะ ซึ่งจะเริ่มจากสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง
โดยก่อนการเริ่มประชุม นายบรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 7 ซึ่งพิจารณาในหมวดศาลและกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยรายงานที่นำเสนอต่อที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า มี 2 กรอบหลักการใหญ่ คือ 1.เรื่องศาล โดยมีรายละเอียดคือ คงจำนวน 4 ศาล เช่นเดิม คือ ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง และ ศาลทหาร ส่วนกรณีของศาลที่พิจารณาเกี่ยวกับความผิดหรือคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่กระแสข่าวว่านายอุดม เฟื่องฟุ้ง อนุ กมธ.ฯ เสนอให้เพิ่มกระบวนการอุทธรณ์ในศาลที่พิจารณาในคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือเป็นข้อเสนอหนึ่ง แต่ในเรื่องของการอุทธรณ์นั้นในรัฐธรรมนูญ 2550 มีระบุอยู่แล้วในเรื่องของการทบทวน กล่าวคือ หากมีข้อมูลใหม่หรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถให้ดำเนินการทบทวนได้ อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในรายละเอียดดังกล่าวอีกครั้ง
และ 2.กระบวนการยุติธรรม ได้เสนอเรื่องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร และหลักประกันของคนในกระบวนการยุติธรรม ความเที่ยงธรรม รวมถึงระบบทางอาญาเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ นอกจากนั้นในคดีสำคัญ ต้องให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่ต้นทางและจะกำหนดให้รัฐช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชน อาทิ การให้ความรู้ , ให้คำแนะนำ, การไกล่เกลี่ย
ทางด้านนายสุจิต บุญบงการ ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่3 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อเสนอต่อกมธ.ฯ ว่า 1.ที่มาของนายกฯและคณะรัฐมนตรี คือให้ใช้รูปแบบที่มาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ที่ลงคะแนนเลือกนายกฯ โดยมีเหตุผลคือระบบการเลือกนายกฯ ในรูปแบบสภาฯ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ปัจจัยที่มีปัญหาคือผู้มีอำนาจใช้อำนาจทางบริหารที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากยึดรูปแบบเดิมและแก้ไขในส่วนที่มีข้อบกพร่องจะเป็นการแก้ปัญหาได้มากกว่า ทั้งนี้ยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากเสียงข้างมากของ อนุกมธ.ฯ ส่วนข้อเสนอข้างน้อย คือ เสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ยังคงสงวนสิทธิ์ไว้และนำเข้าสู่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้มีประเด็นที่พิจารณาต่อคือการให้เลือก ครม. ผ่านการเลือกตั้งตรงของประชาชนนั้นจะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหารมากเกินไป หรือทำให้เกิดการฮั้วกันทางการเมือง จนทำให้เป็นปัญหาต่อการบริหารงานได้
“ในการพบปะกับนายซีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตอิสลาเอล ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมานายบวรศักดิ์ ได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงซึ่งประเทศอิสราเอลเคยใช้และได้มีการยกเลิกไปแล้ว โดยนายซีมอน ได้ระบุถึงเหตุผลของการยกเลิกดังกล่าวว่าเป็นเพราะมีปัญหาของระบบการทำงานที่ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากเกินไป นอกจากนั้นในประเด็นพิจารณาที่ยกกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ประสบความสำเร็จมาพิจารณา แต่เชื่อว่าจะไม่เหมาะกับประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกามีวัฒนธรรมของการออมชอมและประนีประนอมมากกว่า”นายสุจิต กล่าว
นายสุจิต กล่าวด้วยว่าสำหรับที่มาของ ส.ส. นั้นจะให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ โดยเสนอจำนวนส.ส. อยู่ที่ 350 คน ทั้งนี้อาจจะปรับลดจากจำนวนดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ โดยมีเหตุผลคือเพื่อให้การทำงานของส.ส.มีความคล่องตัว และสามารถตอบสนอง เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีศักยภาพ ขณะที่ที่มาของส.ว. จะยังคง 2 ระบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง และ สรรหาตามวิชาชีพที่มีกรอบการสรรหาอย่างกว้างทั้งนี้ในรูปแบบสรรหานั้นอาจต้องมีการโหวตจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนด้วย ส่วนหน้าที่ถอดถอนของส.ว.นั้น อนุกมธ.ฯ ยังให้คงไว้เช่นเดิมอย่างไรก็ตามรูปแบบทั้งหมดนั้นเป็นเพียงข้อเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้


