วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสนอห้ามภาครัฐอุดหนุนงบโฆษณาสื่อ

บุญเลิศ คชายุทธเดช สปช. แจงเสนอห้ามภาครัฐอุดหนุนงบโฆษณาสื่อ

วานนี้ (1 ธ.ค.) มีการประชุมคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภายหลังการประชุม นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนฯ เปิดเผยถึงผลการหารือเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นและหลักการสำคัญที่จะเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เรื่องเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นสื่อสมัยใหม่จะต้องไม่ถูกกระทำเพื่อยุติการใช้เสรีภาพตามวิชาชีพในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะขณะเดียวกันการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนรวมถึงสื่อสมัยใหม่จะต้องเป็นไปเพื่อเคารพสิทธิของบุคคลอื่นและก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ใช้เสรีภาพในลักษณะใช้ความเกลียดชังให้เกิดกับคนในชาติจนนำไปสู่ภาวะวิกฤติ

นายบุญเลิศ กล่าวว่า ความเป็นอิสระของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องไม่ถูกเจ้าขององค์กรสื่อหรือภาครัฐเข้ามาจำกัดเสรีภาพ หากการใช้เสรีภาพนั้นยังเป็นไปตามวิชาชีพอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักจริยธรรม ทั้งนี้ หลักการสำคัญคือความเป็นอิสระนั้น ทางภาครัฐไม่สามารถจะให้เงินอุดหนุน หรือทรัพย์สินอุดหนุน เนื่องจากจะทำให้สื่อมวลชนขาดความเป็นอิสระเกิดความโน้มเอียงได้ ดังนั้นการที่ภาครัฐมีการโฆษณาโดยใช้เงินกับสื่อมวลชนอันทำให้สื่อมวลชนถูกแทรกแซงจนขาดความเป็นอิสระนั้น ก็ควรจะต้องมีการห้าม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นควรว่า ต้องเขียนคำนิยามของคำว่า"สื่อสารมวลชน หรือ Mass Media" เสียใหม่ซึ่งเดิมหมายรวมเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปไกลจึงจะต้องเขียนคำนิยามเพื่อให้ครอบคลุมไปถึงสื่อใหม่ และจะต้องให้สื่อใหม่มีความเป็นวิชาชีพ มีหลักจริธรรมกำกับด้วย

ส่วนการควบคุมกันเองของสื่อสารมวลชนนั้น นายบุญเลิศ กล่าวว่า เรื่องของหลักจริยธรรมที่ผ่านมามีข้อบังคับของสภาวิชาชีพที่ตั้งขึ้นซึ่งกำหนดว่า หลังจากมีการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงว่าสื่อมวลชนละเมิดจริยธรรมสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือส่วนรวม ทางสภาวิชาชีพสามารถตักเตือนและให้ลงแก้ไขเพื่อให้สังคมเข้าใจอย่างถูกต้องถึงสิ่งที่ได้ละเมิดไป

"หลักการการคุมกันเองโดยสมัครใจยังยืนอยู่บนหลักการนี้ แต่ก็มีคนในวงการสื่อได้สะท้อนความเห็นหลังเปิดให้มีการรับฟังว่า บางทีอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายมาช่วยหลังจากการดำเนินการกำกับดูแลกันเองผ่านองค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นแล้วยังไม่บังเกิดผล แต่ถ้าสื่อมวลชนควบคุมกำกับกันเองแล้วเคารพและปฏิบัติตาม จนได้รับความเชื่อถือ กฎหมายก็คงไม่ต้องเข้ามา"

ทั้งนี้ ความเห็นที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิรูปสื่อสารมวลชนจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีเข้ามานั้น นายบุญเลิศ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นวงการวิทยุและโทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล ที่กำกับโดยกสทช.ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพได้สะท้อนกันมากคืออำนาจหน้าที่ของกสทช.ไม่น่าจะเข้ามาดูแลในส่วนของเนื้อหาแต่ควรจะเข้ามาดูแลในเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่า