(รายงาน) "6พรรค1กลุ่มการเมือง"ชงยกร่าง รธน.ใหม่ส.ส.มีสังกัด-จัดดุล3อำนาจ
ภารกิจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ อยู่ในกระบวนการประมวลความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการยกร่างกติกาประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องส่งความเห็นให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 19 ธ.ค.นี้
โดยในส่วนของพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้มีการเสนอความเห็นแล้ว 6 พรรค 1 กลุ่ม ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมาตุภูมิ และพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังรอและคาดหวังให้พรรคเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เข้าเสนอความเห็นด้วย เพราะถือเป็นพรรคและกลุ่มที่มีบทบาททางการเมืองสูงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้วย
ทว่า 2 กลุ่มหลังค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมเสนอความเห็น
สำหรับข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองที่ได้เสนอมาแล้วนั้น มีประเด็นที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันประหนึ่งเป็นฉันทามติ คือ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง, มีการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ และการสร้างกลไกปราบปรามการทุจริต
ปชป.ชูเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัด
โดยพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค) เสนอความเห็นภายใต้แนวคิด “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ในหลัก 3 ประการคือ
1.เห็นว่ากระบวนการประชามติเป็นสิ่งจำเป็นที่จะปกป้องให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน
2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำให้กระบวนการประชาธิปไตยมีความก้าวหน้า และไม่ควรมีบทบัญญัติที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน ในส่วนผู้บริหารประเทศ และทิศทางบริหารประเทศต้องยึดโยงกับประชาชนตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
ทั้งนี้ความก้าวหน้าประการหนึ่งที่ควรได้รับการผลักดันคือ การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระดับจังหวัดที่ควรมีการถ่ายโอนอำนาจราชการส่วนภูมิภาคไปสู่ผู้บริหารจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง ควบคู่ไปกับกลไกตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรทำให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ตระหนักถึงการใช้อำนาจแทนประชาชนในการบริหารจัดการเพื่อประชาชนมากกว่าการได้อำนาจมาเป็นผู้ปกครอง
3.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแก้ปัญหาการเมืองในอดีตให้ตรงจุด โดยเพิ่มอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล เปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยในสภานำเสนอข้อมูลที่แตกต่างและเผยแพร่ไปสู่สาธารณะได้
นอกจากนี้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องปฏิรูปสื่อ รวมทั้งวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของบรรดาองค์กรอิสระเพื่อให้สามารถทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ มีบทคุ้มครองเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นเชื่อถือ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ยกตัวอย่างมาตรการที่อาจบัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ อาทิ ให้ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มาจากพรรคการเมืองตามลำดับคะแนนเสียง ในส่วนของวุฒิสภา (ส.ว.) ควรมาจากฐานเลือกตั้งที่แตกต่างไปจากการเลือกตั้ง ส.ส. เช่น มาจากสายอาชีพ
ในประเด็นนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคนั้น เห็นว่า ที่ผ่านมาสร้างความไร้ระเบียบและการเรียกร้องผลประโยชน์ ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็งและเป็นสถาบันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมืองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องตระหนักว่าวิกฤติการเมืองล่าสุดเกิดจากการนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองและพรรคการเมืองที่กระทำผิดอาญา
ชทพ.จี้ลดจำนวน ส.ว.ลากตั้ง
พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เสนอว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชน มีการถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการอย่างเหมาะสม
นอกจากนั้น ยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการกำหนดเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ควรใช้วิธีการกำหนดเขตเลือกตั้งที่เหมาะสมกับภาวะในปัจจุบันที่สุด
ในส่วนของ ส.ว. หากมีการสรรหา ควรลดจำนวนลงอาจจะเหลือไม่เกิน 1 ใน 6 ของจำนวนทั้งหมด และไม่ควรมีอำนาจในการถอดถอนเช่นเดียวกับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง สำหรับ ส.ว.เลือกตั้งควรมีการคำนึงถึงสัดส่วนของสมาชิกต่อจำนวนประชากร
เรื่องการกระจายอำนาจ ต้องมีการกระจายอำนาจการปกครองให้เป็นรูปธรรม มีการแบ่งปันทรัพยากรและงบประมาณอย่างเพียงพอแก่ท้องถิ่น และให้สิทธิแก่ชุมชนในการที่จะดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองด้วย
ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ควรมีการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้คนที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการทำประชามตินั้น เห็นว่าเป็นกระบวนการปลายน้ำ สิ่งที่สำคัญกว่าคือควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ภท.เสนอยุบพรรคยากขึ้น
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอว่า ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะที่ ส.ว.หากมีการสรรหาเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 50 ต้องจำกัดอำนาจหน้าที่ให้แตกต่างจาก ส.ว.เลือกตั้ง
นอกจากนี้ในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายที่มีลักษณะเป็นประชานิยมซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่ดี เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมแล้ว ไม่ควรถูกลงโทษอีก ทั้งเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 มีปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองสามารถทำได้ง่ายเกินไป ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมือง
ประเด็นองค์กรอิสระ ต้องสามารถถูกถอดถอนได้หากมีการกระทำการที่ไม่เหมาะสม สำหรับในเรื่องของการลงประชามตินั้น เห็นว่า หากกระบวนการมีเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องลงประชามติ
ชพน.เปิดช่องนายกฯคนกลางกู้วิกฤติ
พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) มีข้อเสนอ 10 ประเด็นคือ
1.เขตเลือกตั้งต้องมีความเหมาะสมกับจำนวนประชากร เช่น ส.ส. 1 คน ต่อประชากร 1.5 แสนคน
2.ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องกำหนดคุณสมบัติและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างจาก ส.ส.เขต และมีสัดส่วนไม่เกิน 20% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด
3.ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมือง มีอำนาจตัดสินใจอย่างอิสระ 4.การทำหน้าที่ของ ส.ว.เลือกตั้งและแต่งตั้งต้องมีอำนาจและบทบาทที่แตกต่างกัน
5.ที่มาของนายกฯ ต้องมาจากการเป็น ส.ส. แต่ต้องมีบทบัญญัติกรณีที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติที่นายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส. พร้อมกำหนดบทบาทและหน้าที่รวมถึงระยะเวลาดำรงตำแหน่งที่ต่างกัน
6.การทำนโยบายประชานิยมของรัฐบาลควรกำหนดให้ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนนำไปปฏิบัติ 7.การตรวจสอบการทุจริตควรทำอย่างเสมอภาค โดยอยู่ภายใต้บทลงโทษที่เท่ากันทุกตำแหน่ง ทุกองค์กร
8.การสรรหาองค์กรอิสระต้องมีขั้นตอนที่ทำให้เกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ โดยยึดการมีส่วนร่วมของประชาชน และต้องสามารถตรวจสอบได้
9.กำหนดให้กีฬาเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 10.ควรให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อกระจายความเจริญ และยึดโยงกับประชาชน
มาตุภูมิแนะแก้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
พรรคพลังชล เสนอความเห็นว่า ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง มีความอิสระในการทำหน้าที่ การเลือกตั้งสนับสนุนให้ใช้เขตเล็กเพื่อให้ ส.ส.สามารถดูแลพื้นที่และประชาชนได้ โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเมื่อกระทำผิด
ขณะที่ที่มาของ ส.ว.เห็นด้วยให้มีที่มาจากการเลือกตั้งและสรรหา
ส่วนพรรคมาตุภูมิ เสนอว่า 1.ส่งเสริมและสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยคำนึงถึงความเสมอภาคของประชาชน
2. เสริมสร้างพรรคการเมืองให้มีความเป็นสถาบันการเมืองโดยไม่ควรถูกยุบได้โดยง่าย แต่ควรสร้างกลไกป้องกันไม่ให้ถูกควบคุมโดยนายทุน
3.การกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่นโดยใช้ยุทธศาสตร์บูรณาการระหว่างท้องถิ่นและจังหวัด 4.สร้างกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการของราชการ พ.ศ.2540 ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ
5.ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในสังคม 6.สร้างความปรองดองที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย 7.สร้างระบบเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองให้ได้นักการเมืองที่ดี
8.สนับสนุนการปกครองระบบรัฐสภา มีสภาประชาชนและวุฒิสภา โดยสมาชิกทั้ง 2 สภารวมถึงนายกรัฐมนตรีต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกรณีนี้ โดยนายกฯไม่ควรมีอำนาจในการยุบสภา และ 9.มีการแบ่งแยกอำนาจ หรือถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
..........................................
กปปส.ดันปชช.ฟ้องคดีทุจริตต่อศาลได้
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เสนอความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.ส่งเสริมพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง อาทิ กำหนดให้มีสมาชิกพรรคการเมืองมีสาขาอยู่ในภูมิภาคต่างๆ และมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัด นอกจากนั้น ต้องสนับสนุนให้ผู้เสียภาษีสามารถบริจาคเงินเข้าพรรคการเมืองได้โดยตรง 5% ของเงินรายได้ที่ได้รับต่อปี
2.การเลือกตั้ง เสนอให้ กกต.ต้องมาจากการสรรหาที่เป็นธรรม ส่วนอำนาจของ กกต.กำหนดเฉพาะจัดการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจตัดสินหรือให้ใบเหลืองหรือใบแดง
3.ที่มาของ ส.ส.ควรลดจำนวนลง และต้องมาจากการเลือกตั้งระบบเขตเท่านั้น 4.ส.ว.ควรมาจากระบบสรรหาทั้งหมด โดยใช้หลักการพิจารณาจากหลากหลายอาชีพ ภูมิภาค
5.การป้องกันการทุจริต โดยให้ประชาชนมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลได้โดยตรง หากพบว่าผิดให้ยึดทรัพย์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งตลอดชีวิต
6.การกระจายอำนาจต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง เช่น 2 วาระ เป็นต้น





