จับเพิ่มอีก 2 ผู้ต้องหาเครือข่าย"พงศ์พัฒน์" รับจ้างอุ้ม-เคลียร์หนี้จาก 120 ล้านเหลือ 20 ล้าน
"ประวุฒิ"ขู่รอง ผกก.6.บก.ป.ให้รีบเข้ามอบตัว หวั่นเกิดอันตราย ขณะที่ผู้ต้องหาทหารยศสิบเอกอีก 2 ราย ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว
คดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(อดีตผบช.ก.) ตกเป็นผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูง และเรียกรับสินบนต่างๆ นั้น ล่าสุดตำรวจสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งมีบางส่วนเตรียมเข้ามอบตัว
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวานนี้(30พ.ย.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาราชการ ผบช.ก. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พร้อมคณะ ได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งสามารถจับกุมตัว นายชลัช โพธิราช ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ลงวันที่ 28 พ.ย.2557 และนายณัฐนันท์ ทานะเวช ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ลงวันที่ 28 พ.ย.2557 ในฐานความผิดร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือยอมจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
ข่มขู่ลดหนี้จาก120เหลือ20ล้าน
สำหรับพฤติกรรมของคนร้าย สืบเนื่องจากวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา บริเวณทางเข้าออกคอนโดริเวอร์เฮฟเว่น ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ นายชลัช ได้ร่วมกับ นายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้แล้วและพวก ได้รับการว่าจ้างจากนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ลูกหนี้ ให้ไปเชิญตัวนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล เจ้าหนี้ เพื่อพูดคุยเจรจาประนอมหนี้จำนวน 120 ล้านบาท ให้ลดลงเหลือ 20 ล้านบาท แต่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ และขัดขวางไม่ยอมให้พาตัวไป และได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามีอาวุธปืน จึงเชิญตัวไปโรงพัก หลังจากนั้นลูกหนี้ ได้พูดคุยตกลงกลับเจ้าหนี้ โดยไปพูดคุยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑล โดยจะแบ่งเงินให้ 10% จากยอดที่ลดหนี้ได้
นายชลัช หนึ่งในห้าผู้ต้องหาที่ติดต่อเข้ามอบตัว กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุ ตนเป็นคนขับรถตู้ ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากนายชากานต์ ภาคภูมิ ที่เป็นเจ้านายให้ไปเชิญตัวเจ้าหนี้มาพูดคุยประนอมหนี้ การไปเชิญตัวในวันนั้นได้รับค่าจ้าง 4,000 บาทต่อคน ส่วนเจ้านายจะพูดคุยเรื่องอะไรนั้น ตนไม่ทราบ ตนรู้จักกับนายชากานต์ เพราะตอนนั้นว่างงาน นายชากานต์ จึงหางานให้ โดยทำงานมาได้ปีกว่า และนายชากานต์ หางานให้ขับรถได้รับค่าจ้าง เดือนละ 8,000 บาท ทำมาสองครั้ง ครั้งที่สองให้ขับรถไปรับคนบริเวณวัดศรีเอี่ยม แต่คนที่ไปรับไม่มา ตอนนี้เรื่องใหญ่โดนออกหมายเรียก ตนกลัวจึงติดต่อขอเข้ามอบตัว ส่วนนายณัฐนันท์ ผู้ต้องหาอีกคนกล่าวว่า ตนทำหน้าที่รับส่งเอกสารเท่านั้น
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้่งสองอยู่ในทีมของการทวงหนี้ โดยเหตุเกิดในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร มีผู้ต้องหาเกี่ยวข้องอีก 5 คน ได้ออกหมายจับแล้ว และจับกุมเพิ่มได้อีก 2 คน โดยทีมงานสืบสวนของนครบาล 5 จับได้ที่บ้านของนายชลัช ย่านดินแดง ซึ่งได้ประสานกับพ่อแม่ของนายชลัชไว้ ผู้ต้องหาที่เหลือในคดีนี้ ได้มีบางรายติดต่อเข้ามาแล้ว
แนะ"รองผกก.ทรงรักษ์"ให้รีบมอบตัว
ส่วนกรณีของพ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6.บก.ป. นรต. รุ่น 49 ที่ได้เรียกตัวมาสอบเพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อมานั้น รักษาราชการ ผบช.ก. กล่าวว่า เพราะอาจกลัวและหลบหนี ขอแจ้งไปยังท่านพ.ต.ท.ทรงรักษ์ ให้เข้ามาติดต่อมอบตัว ถ้าหลบหนีไปเกรงว่าจะเกิดอันตราย ให้รีบเข้ามาคุยกัน มาพบผู้บังคับบัญชาที่ท่านไว้ใจ หรือติดต่อมาที่ตนก็ได้
"ท่านอาจจะกลัวที่มีส่วนรู้เห็นเรื่องของเส้นทางการส่งผลประโยชน์ของกระบวนการนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไร เพราะเราเคยคุมกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่พอจะเรียกมาสอบเพิ่มก็ไม่มา ก็ถือว่าไม่มาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่มาภายใน 15 วัน นับจากวันแจ้งความ ก็จะมีโทษทางวินัยคือขาดราชการ เกิน 15 วัน ถ้าขาดแล้วไม่มีเหตุอันควร ก็จะให้ถูกออกจากราชการ"
ยังไม่เริ่มกระบวนการถอดยศ
ส่วนเรื่องการถอดยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว ยังไม่ได้เริ่มต้น ยังอยู่ในช่วงของคณะกรรมการ คงต้องเป็นไปตามสำนวนว่า มีการดำเนินการไปถึงไหน แต่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. ยังไม่ได้สั่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หลังจากนั้นจะมีคณะกรรมพิจารณา ซึ่งมีอยู่ 3-4 เงื่อนไข ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกก็อยู่ในข่ายที่ถอดยศ และจะต้องดูอีกสองสามเงื่อนไขว่า ตรงกับเงื่อนไขใด ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณา เบื้องต้นบุคคลทั้งสอง ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตำรวจจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป
คุมผู้ต้องชี้จุดเจรจาลดหนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวเสร็จสิ้นแล้ว พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดที่ร้านอัญญาเพลสเรสเตอรองต์ เลขที่ 152 หมู่ 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายณัฐพล สุวดี (อัครพงศ์ปรีชา) พร้อมพวกรวม 8 คน พานายบัณฑิต ผู้เสียหาย มาเจรจาตกลงให้ลดหนี้ให้แก่นายนพพร จากยอดหนี้ 120 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 20 ล้านบาท โดยแอบอ้างถึงสถาบันเบื้องสูง จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวไว้ที่ สน.วัดพระยาไกร
ต่อมา พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้มาตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้นัดมาพูดคุยเจรจาลดหนี้กับผู้เสียหาย โดยมีนายณัฐพล นายชากานต์ และนายณรงค์ สุวดี (อัครพงศ์ปรีชา) นั่งเจรจากับนายบัณฑิตที่โต๊ะอาหารภายในร้านดังกล่าว ขณะที่นายณัฐนันท์ และนายชลัช ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัว เป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกร้าน ซึ่งระหว่างการเจรจากลุ่มผู้ต้องหาข่มขู่ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงด้วย แต่ในที่สุดไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ส่วนที่นัดมาที่ร้านอาหารแห่งนี้ เพราะใกล้กับสถานที่สำคัญ และต้องการแสดงตัวให้ผู้เสียหายรู้ว่า ตัวเองเป็นใคร
ทหารจ่อมอบตัวเพิ่มอีก2ราย
ด้านพ.ต.อ.เกียรติณรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบล่าสุดนั้น ผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือ ส.อ.ธณธกร ยาศรี และส.อ.ธีรพงษ์ ช่อจำปี ซึ่งขณะนี้ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวแล้ว ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำให้ขณะนี้ จึงเหลือผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่อีกเพียงรายเดียวคือ นายวิทยา เทศขุนทด ซึ่งรายนี้มีอาวุธปืนพกติดตัวถึง 3 กระบอก โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไปฃ
"พงศ์พัฒน์"นอนคุกเครียดเล็กน้อย
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า หลังรับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ มาคุมขังตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมาการดูแลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ถูกนำตัวไปคุมขังในแดนแรกรับร่วมกับผู้ต้องขังกลุ่มเดียวกัน โดยให้อยู่ในห้องที่มีกล้องวงจรปิดไว้คอยสังเกตการณ์เพื่อความปลอดภัย การรวมการดูแลไม่พบว่ามีปัญหา ทุกคนปกติดี
ในส่วนพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่เพิ่งรับตัวเข้าเรือนจำมีการบันทึกประวัติแล้ว และแพทย์จะเข้าตรวจสุขภาพ เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องขัง จะได้ทราบว่ามีโรคประจำตัว หรืออาการเจ็บป่วยหรือไม่ สำหรับสภาพจิตใจกลุ่มต้องขังไม่น่ากังวล เรือนจำมีหน้าที่ดูแลตามระเบียบเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป และญาติสามารถติดต่อเข้าเยี่ยมได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามจะยังไม่มีการจำแนกผู้ต้องขังกลุ่มนี้ออกจากกัน เพราะยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี





