เปิดสาระกรอบรัฐธรรมนูญ 10 คณะกรรมาธิการ ก่อนเสนอชุดใหญ่พิจารณา 2 ธ.ค.นี้
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิชที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ โครงร่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมกมธ.ในวันที่ 2 ธ.ค. เพื่อติดตามผลการทำงานของคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 คณะซึ่งพิจารณาถึงหลักการสำคัญของเนื้อหาตามโครงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับแนวทางการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นนอกจากจะเป็นการรับฟังความคืบหน้าแล้วจะยังให้ข้อเสนอแนะและความเห็นตามเจตนารมย์ที่ได้กำหนดโครงร่างรัฐธรรมนูญไว้ทั้งหมด 10 ประเด็นเพื่อให้ทางอนุกมธ.ฯ ได้นำไปพิจารณาข้อมูลและประเด็นเพิ่มเติมตามกรอบความเห็นของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาวาระดังกล่าวนานพอสมควร
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการพิจารณากรอบรัฐธรรมนูญในสาระหลักที่สำคัญ หลายคณะได้พิจารณาแล้วเสร็จและได้ข้อสรุปเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่2 พ.ย. แล้ว ได้แก่ 1.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 1 พิจารณาความเป็นพลเมือง และหน้าที่พลเมือง ที่มี นายมานิจ สุขสมจิตร เป็นประธาน ได้กรอบพิจารณา คือประชาชนต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพเสียงข้างน้อย ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน นอกจากนั้นในส่วนของหน้าที่ จะยึดตามรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นหลักและเพิ่มบทบัญญัติใหม่ว่าด้วย Civic Education คือการให้การศึกษากับประชาชนทุกช่วงวัย ถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะดำเนินการจัดหลักสูตรการเรียนในประเด็นดังกล่าวทั้งในและนอกระบบ
2. คณะอนุกมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 2 พิจารณาสิทธิเสรีภาพของพลเมือง เฉพาะประเด็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ที่มีนายปกรณ์ ปรียากร เป็นประธาน มีกรอบสาระหลักคือการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงและมีผลรองรับในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คณะอนุกมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าด้วยหมวด3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยพิจารณาเพราะถือว่าเป็นหมวดที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคประชาชนอย่างแท้จริง เช่น กระบวนการรับฟังความเห็นประชาชนต่อการวางแผน,ทำผังเมือง, ออกกฎที่มีผลกระทบกับประชาชน เดิมไม่มีบทบัญญัตินำความเห็นประชาชนไปใช้ประกอบการพิจารณา ดังนั้นต้องเขียนถ้อยคำเพิ่มเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติเป็นต้น
3. คณะอนุ กมธ. พิจารณากรอบฯ คณะที่ 3 พิจารณาระบบผู้แทนที่ดี และผู้นำการเมืองที่ดี รวมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่มีนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน มีข้อสรุปถึงการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในส่วนรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. และว่า กระบวนการเข้าสู่อำนาจนั้นต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเข้าสู่อำนาจได้ยาก โดยมีข้อเสนอให้กำหนดบทตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.รวมถึงเครือญาติ คู่สมรส และบุตร ย้อนหลังไป 5 ปี อาทิ การเสียภาษีให้รัฐ, พฤติกรรมด้านจริยธรรม, ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เบื้องต้นกำหนดให้มีช่วงเวลารับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. จำนวน 3 เดือนเพื่อใช้เวลาช่วงดังกล่าวตรวจสอบคุณสมบัติ, ส่วนระบบเลือกตั้งมีข้อเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งเขตใหญ่ เพื่อทำให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ยังไม่สรุปถึงจำนวนส.ส. ด้านที่มาของ ส.ว. นั้นเห็นว่าจะใช้ที่มา 2 แบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด และสรรหาตามสาขาอาชีพ โดยจำนวนส.ว.จะมีจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งสภา ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติจะใช้แบบเดียวกันกับส.ส. ขณะที่ที่มาของนายกรัฐมนตรีและครม. นั้นขณะนี้ยังมี 2 แนวความเห็น คือ การเลือกตั้งนายกฯ และครม.โดยตรงจากประชาชน และให้นายกฯ มาจากระบบรัฐสภา คือเลือกตั้งทางอ้อม เหมือนที่ใช้ในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 บังคับใช้ นอกจากนั้นแล้วกระบวนการทำงานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้อย่างแท้จริง จึงมีข้อเสนอให้ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง
4.คณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 4 พิจารณาเรื่องการเงินและงบประมาณของรัฐ ที่มีนายจรัส สุวรรณมาลา เป็นประธาน ได้หลักการสำคัญคือจะยึดบทบัญญัติหมวดการเงินการคลังตามมาตรา 166 -170 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไว้ แต่ในส่วนที่มีปัญหาจากเดิม เช่น นิยามของคำว่าเงินแผ่นดิน จะเขียนถ้อยคำที่มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วในกลไกของการกำกับการใช้อำนาจตามที่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญกำหนด ได้หารือร่วมกับคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะว่าด้วยการป้องกันการทุจริต จะตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ เพราะบางกรณีผู้บริหารมีเจตนาที่ส่อทำให้การใช้งบประมาณขัดต่อวินัยการเงินการคลัง แต่ยังไม่พบความผิดที่ชัดเจนจนนำไปสู่กระบวนการเอาผิดทางอาญาได้ ดังนั้นการตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีนี้จะเป็นการยับยั้งและป้องกันความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินได้
5. คณะอนุ กมธ. พิจารณากรอบฯ คณะที่ 5 พิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ที่มีนายปรีชา วัชราภัย เป็นประธาน ได้หลักการในสาระสำคัญว่าจะต้องเพิ่มอำนาจของประชาชนในส่วนของการตรวจสอบเหล่าข้าราชการแะลคณะรัฐมนตรีให้มารกขึ้นโดยเฉพาะบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนนักการเมือง ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง ครม. ได้โดยตรง เพราะถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ส่วน ครม. และข้าราชการต้องมีกลไกในการออกกฎหมายกำกับอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนเช้่นกฎหมายว่าด้วยขอบเขตการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของ ครม. เดิมที่ผ่านมา กรณีที่มีเหตุความผิดพลาด กำหมายฟ้องร้องเอาผิดได้แค่รัฐมนตรี แต่กำหม่ายใหม่จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของ ครม. นอกจากนี้จะมีกติกาว่าด้วบยการห้ามเข้าแทรกแซงข้าราชการท เบื้องต้นจะเสนอให้ตั้ง กรรมการบริหารเพื่อพิจารณาคัดกรองข้าราชการทำจะดำรงตำแหน่งต่างๆคล้ายสภากลาโหม และในส่วนของข้าราชการให้ออกกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อวางกรอบการทำงานให้ชัดเจน
6.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 6 พิจารณาหมวดว่าด้วยการกระจายอำนาจและการปกครอง มีนพ.กระแส ชนะวงศ์ เป็นประธาน ได้หลักการสำคัญต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ ให้มีโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 แบบ คือ 1.ฝ่ายสภาท้องถิ่นที่มาจากตัวแทนจากภาคประชาชน ในรูปแบบของสภาพลเมือง หรือ กรรมการด้านยุทธศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และ 2.ฝ่ายบริหาร ที่มีรูปแบบผม คือ จากการเลือกตั้งของประชาชน และ ตัวแทนของสภาพลเมือง นอกจากนั้นต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความอิสระในการทำงาน และตรวจสอบหรือกำกับในกรอบของกฎหมายเป็นหลัก โดยการตรวจสอบต้องให้ประชาชนเมีส่วนร่วม
7.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 7 พิจารณาเรื่องศาลและกระบวนการยุติธรรม มีนายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นประธาน ได้หลักการว่าเบื้องต้นศาลจะคงคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2550 แต่อำนาจหน้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ เรื่องรายละเอียดอำนาจหน้าที่
8.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 8 พิจารณาเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (องค์กรอิสระ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ) มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน มีกรอบสำคัญคือการตรวจสอบต้องเปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงต้องใช้อำนาจตรวจสอบอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีองค์กรตรวจสอบ ได้แก่ 1.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, 2.ผู้แทนปวงชนชาวไทย, 3.สภาตรวจสอบภาคประชาชน และ 4.สภาจริยธรรมแห่งชาติ
9.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 9 พิจารณาเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม มีนายชูชัย ศุภวงศ์ เป็นประธาน ได้กรอบพิจารณาที่สำคัญคือสร้างกลไกในระยะยาวเพื่อการปฏิรูปที่ยั่งยืนแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทั้งนี้วิธีศึกษาคือการรับฟังความเห็น การวิเคราะห์จากกมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะจากสปช.ก่อนที่จะกำหนดกลไกต่อแนวทางปฏิบัติ เช่น ยกร่างกฎหมาย, ออกแนวทางปฏิบัติ รวมถึงกำหนดองค์กร หรือสถาบันที่จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว โดยการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อล้ำและสร้างความเป็นธรรมที่ยั่งยืนได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากประชาชนเป็นหลักด้วย อย่างไรก็ตามคณะที่ 9 นี้ถือมีเนื้อหาที่ต้องพิจารณาที่ต้องรอข้อมูลจาก กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 ชุดก่อนทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงขยายการนำเสนอผลการพิจารณาต่อกมธ.ฯ ออกไปเป็นช่วงวันที่ 20 ธ.ค.57
และ 10.คณะ อนุ กมธ.พิจารณากรอบฯ คณะที่ 10 พิจารณาเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน มีกรอบสำคัญที่ต้องสร้างกลไกเข้ามาไกล่เกลี่ยและยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายเรื่องความขัดแย้งที่กระทบต่อความมั่นคงและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกลไกที่ว่าจะมีคือว่า Peace Comissioner เป็นกลไกภายใต้รัฐสภา โดยเบื้องต้นยจะมีโครงสร้างคือตัวแทนของผู้ขัดแย้งทุกกลุ่ม และ กรรมการกลางที่จะทำหน้าที่อนถุญาดตตุลาการที่จะทำหน้าที่ยุติปัญหาความขัดแย้ง และจะมีบทบัญญัติที่จะทำให้คู่ขัดแย้งยุติความขัดแย้งได้อย่างเด็ดขาดคือ 1.การเตือนให้ยุติการกระทำ 2.หากไม่รับฟังจะถูกดำเนินคดีในศาล โดยเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ถึงแม้จะมีมวลชนหนุนหลังจำนวนมาก


