วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดกระบวนการ'ถอดถอน'ชั้นสนช.

(รายงาน) เปิดกระบวนการ "ถอดถอน" ชั้น สนช. ต้นก.พ.รู้ผล "ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม"

กระบวนการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่นัดหมายกันไว้เดิมว่าจะ "เปิดคดี" กันในวันที่ 27-28 พ.ย.นั้น

ล่าสุดในวันดังกล่าวจะเป็นเพียงการพิจารณามติของคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. หรือ "วิป สนช." ว่าจะให้เลื่อนการแถลงเปิดคดีถอดถอนทั้ง 3 คน 2 คดี ไปเป็นวันที่ 8-9 ม.ค.58 หรือไม่ ซึ่งตาม "ธง" ที่ส่งสัญญาณกันในช่วงนี้ คาดว่าคงไม่มีอะไรผิดไปจากมติวิป!

สาเหตุของการเลื่อน เนื่องจากทีมทนายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้เสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งหลักฐานดังกล่าวเคยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้ว แต่ป.ป.ช.ไม่รับไว้พิจารณา

กรณีของนายสมศักดิ์ และนายนิคม ที่โดนคดีจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมายในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็มีการยื่นหลักฐานให้ สนช.พิจารณาเพิ่มเติมจำนวนมากเช่นกัน

ทั้งนี้ การที่ สนช.จะรับพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ถูกร้องให้ถอดถอนเสนอให้พิจารณาเพิ่มเติมนั้น มีหลักเกณฑ์คือ

1.ต้องเป็นพยานเอกสารหรือพยานวัตถุสำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาได้นำเข้าสู่การพิจารณาในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว แต่ ป.ป.ช.ไม่ยอมรับหรือไม่ยอมนำเข้าสู่กระบวนพิจารณา

2.มีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่ทราบว่าพยานดังกล่าวมีอยู่

ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจนับจากนี้คือ กระบวนพิจารณาเพื่อถอดถอนหรือไม่ถอดถอนของ สนช.มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง...

เริ่มจากการ "แถลงเปิดคดี" จะให้ฝ่าย ป.ป.ช.แถลงเปิดคดีก่อน จากนั้นเป็นฝ่ายผู้ถูกร้องถอดถอน เสร็จแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถาม ทำหน้าที่ซักถามผู้เกี่ยวข้อง โดยสัดส่วนของ "กมธ.ซักถาม" มีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น วิป สนช. 5 คน และอีก 16 คนคือ กมธ.ทุกคณะ

ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อ 154 ที่ระบุว่า "ในวาระเริ่มแรกของการพิจารณา ให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีสิทธิแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายหลังจากนั้นจะให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้แทนมีสิทธิแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่มีการซักถาม

เมื่อการแถลงตามวรรคหนึ่งเสร็จสิ้นลง ให้ที่ประชุมสภาพิจารณาว่าควรมีการซักถามในประเด็นใดเพิ่มเติม โดยพิจารณาตามญัตติของสมาชิกที่เสนอล่วงหน้าก่อนวันประชุม หากที่ประชุมสภามีมติให้มีการซักถามในประเด็นปัญหาใด ให้ตั้ง กมธ.ซักถามขึ้นคณะหนึ่ง โดยนำข้อบังคับข้อ 137 และข้อ 138 มาใช้บังคับ และต้องกำหนดให้มีการประชุมเพื่อซักถามผู้เกี่ยวข้องภายในเจ็ดวัน โดยต้องแจ้งมติให้คู่กรณีทราบโดยพลัน

การซักถามตามวรรคสามให้อยู่ในประเด็นที่ที่ประชุมสภากำหนด และกระทำโดยกมธ. ซักถามเท่านั้น"

เมื่อผ่านขั้นตอนการแถลงเปิดคดี ซักถาม และแถลงคำชี้แจงกันแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการแถลง "ปิดสำนวน" ด้วยวาจา ก่อนจะมีการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนภายใน 3 วันนับแต่วันแถลงปิดสำนวนด้วยวาจา หรือวันพ้นกำหนดให้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดสำนวนเป็นหนังสือ

ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับ สนช. ข้อที่ 157 โดยกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แถลงเปิดคดี จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน!

ดังนั้นเท่ากับว่าประมาณวันที่ 8-9 ก.พ.ก็จะทราบผลว่า สนช.จะลงมติถอดถอนบุคคลทั้งสามหรือไม่

สำหรับการออกเสียงลงมติ ให้สมาชิกลงคะแนนลับในคูหา โดยการกากบาทในบัตรลงคะแนนว่า "ถอดถอน" หรือ "ไม่ถอดถอน" โดยมติในการถอดถอนจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ คือ 132 เสียง และตามกติกาหากที่ประชุม สนช.ลงมติถอดถอนผู้ใด บุคคลนั้นจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

กรณี นายนิคม ยื่นคัดค้าน สนช.จำนวน 16 คนที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และเคยยื่นคำร้องถอดถอนตนมาก่อน จึงถือว่ามีส่วนได้เสียกับกรณีนี้ ไม่ให้ร่วมพิจารณากระบวนการถอดถอนนั้น ประเด็นนี้ขึ้นกับที่ประชุม สนช.วันที่ 27 พ.ย.ว่าจะพิจารณาอย่างไร

แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนตั้งตารอดู ก็คือมติสุดท้ายว่า สนช.จะถอดถอนหรือไม่ หากย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งที่ สนช.พิจารณาว่าจะรับเรื่องถอดถอน นายสมศักดิ์ กับ นายนิยม ไว้ในอำนาจของ สนช.หรือไม่ จะพบว่าผลการลงมติเป็นไปอย่างสูสี คือ เห็นควรให้รับเรื่องไว้พิจารณา 87 ต่อ 75 เสียง นอกจากนั้นยังมีสมาชิกที่งดออกเสียงและไม่ลงคะแนนอีกจำนวนหนึ่ง

หลายคนจึงเชื่อว่าการถอดถอนเป็นไปได้ยาก!

แม้จะมีบางฝ่ายประเมินว่าการลงมติรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณา กับมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนั้นเป็นคนละประเด็นกัน แต่เนื้อแท้แล้วย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลาลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน เสียง 87 เสียงที่เคยลงมติรับเรื่องไว้พิจารณา ไม่จำเป็นต้องลงมติถอดถอนเสมอไป เพราะท้ายที่สุดสมาชิกบางส่วนอาจลงมติ "ไม่ถอดถอน" ก็เป็นได้

แต่ในทางกลับกัน ย่อมเป็นไปได้ยากที่ 75 เสียงที่ลงมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณา จะหวนกลับมาลงมติถอดถอน ฉะนั้นก็พอจะมองข้ามช็อตไปถึงการลงมติได้ว่า ผลจะออกมาเช่นไร

กระนั้นก็ตาม บทบาทของ สนช.ในกระบวนการถอดถอนเที่ยวนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะจะสามารถทุบสถิติที่ผ่านมาได้หรือไม่ เพราะในสถานการณ์ปกตินั้น วุฒิสภาจะเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีการถอดถอน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ออกจากตำแหน่งได้เพียงคนเดียว

ขณะที่บุคคลอื่นๆ อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ จากกรณีสั่งการให้มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีถูกชี้มูลว่าใช้อำนาจแทรกแซงกระทรวงวัฒนธรรมขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฯลฯ บทสรุปสุดท้ายที่ประชุมวุฒิสภาล้วนลงมติ "ไม่ถอดถอน" ทั้งสิ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มิอาจมองข้าม คือ หาก สนช.ลงมติถอดถอนบุคคลทั้งสาม สิ่งที่จะเกิดตามมา คือ อาจถึงขั้นต้องไปต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรม เพราะก่อนหน้านี้ ฝ่ายที่เห็นต่างอย่างพรรคเพื่อไทยได้ออกมาโต้แย้ง เพราะเห็นว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกล่าวหาก่อนมี สนช. หรือก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะสิ้นสุด เพราะถือว่ากระบวนการถอดถอนทั้ง 3 กรณี เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญปี 50

ขณะที่ นายนิคม เองก็ออกมายืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ที่สุด และอาจยื่นร้องต่อศาลยุติธรรมด้วย