วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลยกฟ้อง'จอน-เอ็นจีโอ-พธม.'ไม่ผิดบุกสภาปี50

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง"จอน อึ๊งภากรณ์-กลุ่มพธม.- เอ็นจีโอรวม 10 คน"ไม่ผิดบุกสภาปี 50

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีบุกรัฐสภา หมายเลขดำ อ.4383/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 64 ปี ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม , นายสาวิทย์ แก้วหวาน อายุ 51 ปี แกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.) รุ่นที่ 2 , นายศิริชัย ไม้งาม อายุ 53 ปี แกนนำ พธม. รุ่นที่ 2 และอดีตประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) , นายพิชิต ไชยมงคล อายุ 32 ปี , นาย อนิรุทธ์ ขาวสนิท อายุ 47 ปี , นายนัสเซอร์ ยีหมะ อายุ 38 ปี , นายอำนาจ พละมี อายุ 46 ปี , นายไพโรจน์ พลเพชร อายุ 57 ปี คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย , น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อายุ 48 ปี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อายุ 39 ปี กรรมการ กสทช. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 10 ในความผิดฐาน ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา หรือวิธีการอื่นใด ฯ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 362, 364, 365

ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.53 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่12 ธ.ค.50 จำเลย กับพวกหลายร้อยคน ได้มั่วสุม บริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา แล้วพวกจำเลยในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการกลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนหรือแกนนำม็อบ ได้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงมาจอดปิดทางเข้าออกรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้าออกไม่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ทำการรัฐสภา ทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย ต่อมาจำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้บุกอาคารรัฐสภาใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ จากนั้นได้ไปชุมนุมที่อาคาร 1 ชั้น 2 ที่ใช้เป็นที่ประชุม สนช. แล้วได้ร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดันจนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุม สนช. ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องเจตนาว่าการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจะยื่นข้อเสนอเรียกร้องต่อ สนช.ที่เร่งรีบจะพิจารณากฎหมาย 11 ฉบับ

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.56 ว่า จำเลยที่ 1- 4 และ 7-8 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นผู้สั่งการ ตาม ม.215 วรรคสาม ที่เป็นบทหนักสุด ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 9,000บาท

ส่วนจำเลยที่ 5-6 และ 9-10 มีความผิดฐาน ตาม ม.215 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท ขณะที่ศาลเห็นควรลดโทษให้จำเลย 1 ใน 3 เนื่องจาก คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง จึงจำคุก จำเลยที่ 1- 4 และ 7 -8 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5- 6 และ 9 -10 จำคุกคนละ8 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมด เคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งพฤติการณ์กระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษ จำเลยที่ 1-10 ไว้คนละ 2 ปี

ต่อมาจำเลยทั้ง 10 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีว่าการเข้าไปในอาคารรัฐบาลและได้มีการปราศรัยต่อประชาชนนั้นก็เป็นการสื่อสารเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการชุมนุมที่จะคัดค้านสนช.พิจารณากฎหมายและการชุมนุมแสดงความคิดเห็นก็ยังได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯด้วย

ศาลอุทธรณ์ ประชุมตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ต่อมาได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งผู้แทนราษฎร เพื่อจะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.50 ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการนัดประชุม สนช. เพื่อพิจารณากฎหมาย โดยจำเลยทั้งสิบ และผู้ชุมนุมหลายร้อยคน ได้ไปรวมตัวกันยังหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อจะยื่นข้อเรียกร้องต่อ สนช.ในการคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายที่กลุ่มจำเลยเห็นว่าเป็นการเร่งรีบพิจารณาทั้งที่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว ก็ควรที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณา เพราะกฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการชุมนุมดังกล่าวหลังจากที่มีผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้าไปยังอาคารรัฐสภาแล้ว จำเลยได้เข้าไปบริเวณหน้าห้องที่ประชุมสภานิติบัญญัติ เมื่อมีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ผลักประตูเข้าไปก่อน ขณะที่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ขณะนั้นเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดูแลความเรียบร้อย ได้ออกมาพบกับกลุ่มผู้ชุมนุมและรับหนังสือของกลุ่มจำเลยที่เรียกร้องต่อสนช.ให้ระงับการพิจารณากฎหมายดังกล่าวไว้แล้วต่อมาประธาน สนช.จึงยุติการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

ศาลเห็นว่า การกระทำของพวกจำเลยดังกล่าว แม้จะมีการปีนรั้วกระทั่งเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้ แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะคัดค้านการประชุมของ สนช.ที่จำเลยเห็นว่าเร่งรีบพิจารณาออกกฎหมาย ขณะที่การเข้าไปในอาคารดังกล่าว ก็ไม่ได้มีอาวุธหรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน ครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารรัฐสภา และไม่ได้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานส่วนอื่นของรัฐสภาจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ โดยเมื่อมีการยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องแล้วจำเลยและผู้ชุมนุมก็ได้ออกมาจากอาคารรัฐสภาโดยสงบ ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ได้ให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมเรียกร้องที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงขาดเจตนา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยตามความผิดมาตรา 215 วรรค 3 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ภายหลัง นายจอน อิ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ดีใจมากและขอขอบคุณที่ศาลพิจารณาให้ยกฟ้อง เพราะการชุมนุมตามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นสามารถทำได้ แต่ขณะนี้เป็นห่วงที่สนช.ชุดปัจจุบันจะออกกฎหมาย ตามข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อควบคุมการชุมนุมของประชาชน ต่อไปจะทำให้การการชุมนุมหน้ารัฐสภาไม่สามารถทำได้อีก เพราะกฎหมายจะมีการกำหนดระยะห่างจากรัฐสภาไว้

ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร กล่าวว่า คำพิพากษาคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตว่าประชาชนสามารถแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพได้ เพื่อคัดค้านการที่พวกตนไม่เห็นด้วยตามที่สนช.ในยุคนั้นเร่งพิจารณากฎหมายที่เป็นเรื่องสำคัญและกระทบต่อสิทธิของประชาชน

ขณะที่ น.ส.สารี กล่าวเสริมด้วยว่า สนช.ในชุดปัจจุบัน จะมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายที่สำคัญ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน

เช่นเดียวกับ น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า การพิจารณากฎหมายต่างๆที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนควรจะต้องสอบถามและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน

ด้านนายอำนาจ หนึ่งในจำเลยอีกคน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากไหนก็ตาม การทำนโยบายสาธารณะจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต ซึ่งการชุมนุมเมื่อ 7 ปี ที่แล้วนั้น เราคัดค้านการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมของประชาชนไม่ให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด