เศรษฐกิจจีน ที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งมีแนวโน้มว่า จะทำให้จีน ก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนสุทธิระดับโลก
หลังจากเงินตะวันตกไหลเข้าจีนติดต่อกันมาหลายสิบปี แต่นักวิเคราะห์ก็อดห่วงไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจนำมาทั้งความเสี่ยงและผลกำไร
เม็ดเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์ ที่ซีนุค รัฐวิสาหกิจน้ำมันรายใหญ่ของจีนทุ่มซื้อกิจการเนกเซนของแคนาดาเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีที่แล้ว เป็นเพียงการลงทุนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับเงิน 625,000 ล้านดอลลาร์ที่จีนลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคทรัพยากร รวมทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และธนาคาร
จีน เคยควบคุมการเข้าซื้อกิจการนอกประเทศอย่างเข้มงวด จนกระทั่งปี 2543 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ กำหนดให้การลงทุนในต่างประเทศ เป็นยุทธศาสตร์การเติบโตใหม่ หรือที่รู้จักกันในนามนโยบาย "ลงทุนนอกบ้าน" เพื่อนำมาซึ่งเทคโนโลยี ทรัพยากร และการเข้าถึงตลาด ทำให้การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (โอดีไอ) ของจีนเพิ่มมากขึ้นตามทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ โดยเพิ่มขึ้นถึง 90,200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2556 หรือกว่า 30 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน
ข้อมูลของทางการจีน ระบุว่า การลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในปี 2556 อยู่ที่ 117,600 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนบ่งชี้ว่า ช่องว่างระหว่างโอดีไอกับเอฟดีไอ ลดลงอย่างมากในปีนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า ช่วงสิบเดือนแรกของปีนี้ จีน ลงทุนนอกภาคการเงินเฉพาะในสหรัฐถึง 4,190 ล้านดอลลาร์ เกือบสองเท่าของเม็ดเงิน 2,320 ล้านดอลลาร์ที่จีนลงทุนในภาคส่วนอื่น
แต่ก็มีหลายโครงการ ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าทำกำไรได้อย่างที่หวัง
ตัวอย่างเช่น เอสเอไอซี มอเตอร์ บริษัทผลิตรถยนต์ ที่เข้าซื้อหุ้นใหญ่ในบริษัทซันยอง มอเตอร์ ของเกาหลีใต้ แต่ขาดทุนหลายพันล้านหยวน เมื่อซันยองล้มละลาย แถมพนักงานยังประท้วงรุนแรง ถึงขนาดตำรวจต้องส่งหน่วยคอมมานโดโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ บุกยึดอาคารโรงงานกลับคืนมา ท่ามกลางการขว้างระเบิดเพลิง และระดมยิงหนังสติ๊กของผู้ประท้วง หรือบริษัทประกันภัยผิงอัน ลงทุน 3,500 ล้านดอลลาร์ในฟอร์ทิส บริษัทการเงินของยุโรป ซึ่งล้มหายตายจากไปเพราะวิกฤติการเงินโลก เมื่อปี 2551
นายหวัง เจียหัว รองประธานบริหารสมาคมเหมืองแร่จีน เคยกล่าวกับหนังสือพิมพ์อีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชัน เมื่อเดือน มิ.ย. ว่า การลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ในต่างประเทศของจีน ล้มเหลวถึง 80%
นอกจากนี้ ยังมีไชนา เพาเวอร์ อินเวสท์เมนท์ คอร์ปอเรชัน ที่ขาดทุนอย่างน้อย 1,200 ล้านดอลลาร์ จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมยิตซันในพม่า หลังจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง สั่งระงับโครงการเมื่อปี 2554 ซึ่งนักวิเคราะห์ กล่าวโทษเรื่องนี้ว่า เป็นความอ่อนหัดของนักลงทุนจีน และการตัดสินใจที่มีนโยบายรัฐบาลเป็นแรงผลักดัน
ขณะที่ การประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (อังค์ถัด) ระบุว่า ปัจจุบัน จีน เป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับสามของโลก รองจากสหรัฐและญี่ปุ่น ขณะที่ตัวเลขของรัฐบาลจีนชี้ว่า จีน เข้าไปลงทุนในสหรัฐและออสเตรเลียมากที่สุด แต่การลงทุนส่วนใหญ่เป็นฝีมือของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่มีธนาคารของรัฐหนุนหลัง ให้ซื้อทรัพยากรธรรมชาติประเภทเหมืองแร่และน้ำมัน ซึ่งจุดประกายความกังวล เรื่องอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นและแนวโน้มแรงจูงใจทางการเมืองของจีน





