"สรรเสริญ" เผยนายกฯให้ทำการบ้านก่อนลงพื้นที่ช่วยประชาชน รัฐบาลจะได้มีสมาธิแก้ปัญหา
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายในการลงพื้นที่ของตรวจเยี่ยมประชาชนของนายกรัฐมนตรีและส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่ต้องการให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมประชาชน พร้อมกับรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน
ทั้งนี้ ท่านนายกฯ ระบุว่าปัญหาในแต่พื้นที่มีความแตกต่างกันผู้ที่ลงไปจึงต้องทำการบ้านว่ามีแนวทางอย่างไรเพื่อจะได้มีรายละเอียดในการติดตามปัญหาว่าดำเนินการไปถึงไหน มีข้อขัดข้องอย่างไร พร้อมยังได้กำชับว่า เวลาลงพื้นที่อย่าไปดูเฉพาะที่ที่จัดเอาไว้
ส่วนกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในจังหวัดเชียงใหม่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ยังไม่ทราบในรายละเอียดแต่มีข้อกำหนดในหลักการว่าจะลงไปทุกพื้นที่พร้อมกับต้องมีการประเมินภายหลังการลงพื้นที่ในแต่ละครั้งเนื่องจากในการประชุมผู้ว่าราชการทั้ง 20 จังหวัดเมื่อครั้งท่านนายกฯเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นท่านสั่งการว่าเรื่องราวปัญหาต่างๆ ต้องได้รับการแก้ไขมีผลอย่างเห็นได้ชัดและเป็นรูปธรรม
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่าในส่วนของศูนย์ดำรงธรรมนั้นความยากไม่ได้อยู่ที่การรับเรื่องราวร้องทุกข์แต่ความยากอยู่ที่รับเรื่องแล้วแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่หากแก้ไม่ได้ก็ต้องมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจนว่าต้องส่งขึ้นมายังหน่วยงานระดับสูงเพื่อแก้ไขต่อไปและต้องมีคำตอบให้ประชาชนว่าขณะนี้เรื่องดังกล่าวดำเนินการถึงขั้นตอนใดเพื่อความสบายใจ และก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในศูนย์ดำรงธรรม
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาล รวมถึงการแจกใบปลิวท่านนายกฯ รับทราบและมีความกังวลอย่างไร พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ท่านรับทราบข้อมูล แต่ผู้ที่ดูแลเรื่องนี้เป็นหลักคือคสช. ซึ่งคงมีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานความมั่นคงทั้งส่วนของรัฐบาลและคสช. และถึงแม้รัฐบาลจะเน้นการบริหารราชการแผ่นดิน ช่วยเหลือปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ จึงวิงวอนทุกภาคส่วน วันนี้เราช้ามากแล้ว เรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และอื่นๆ อย่าทำอะไรให้สังคมเกิดความไม่สบาย บ้านเราจะได้พัฒนาได้ดีขึ้น รัฐบาลและทุกภาคส่วนจะได้มีสมาธิแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
ส่วนกรณีที่มีการสั่งย้ายนายตำรวจระดับสูงใน จ.ขอนแก่น นั้น พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นอำนาจด้านการบริหารงานของตำรวจ คงวิพากษ์ไม่ได้ ส่วนจะกระทบกับขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ คงมองได้หลายมุม อาจมองว่ากระทบขวัญกำลังใจก็ได้ หรือจะมองว่าเป็นการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายได้ตื่นตัวในการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ต้องให้เกียรติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องซึ่งได้พิจารณาแล้ว และรัฐบาลคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง





