"ไพบูลย์" เผยรัฐบาลกำลังแก้กฎหมายเอื้อ ป.ป.ท.ทำงานเร็วขึ้น "เฉลิมชัย" จี้แก้ระบบแป๊ะเจี๊ยะทำโกงตั้งแต่เด็ก
วานนี้ (17 พ.ย.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานมอบนโยบายทิศทางและยุทธศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริต โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้กฎหมาย ป.ป.ท.เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงาน โดยคดีทุกคดีต้องทำให้เสร็จก่อนหมดอายุความ
"ยอมให้ทำช้าได้ แต่ขาดอายุความไม่ได้เด็ดขาด ไม่เฉพาะป.ป.ท.เท่านั้นแต่รวมถึงองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วย เพราะรัฐบาลรับผิดชอบการบริหารงบประมาณหากหน่วยราชการรอให้คดีหมดอายุความถือว่ารัฐเสียหาย เรียกค่าเสียหายกลับคืนจากผู้กระทำทุจริตไม่ได้เลย ขณะนี้ทราบว่าร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายใหม่ของป.ป.ท. จะทำให้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ เร็วขึ้น โดยเฉพาะการไต่สวน ส่วนจะปรับในรูปแบบใดต้องหารือแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้ง แต่มีแนวคิดเรื่องการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่เบื้องหลังฐานสมคบคิดทุจริต เนื่องจากในระยะหลังไม่สามารถรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดในคดีทุจริตเพื่อสาวไปถึงผู้บงการได้ เพราะผู้บงการเหล่านี้จะไม่มาดำเนินการด้วยตัวเอง แต่จะสั่งการอยู่เบื้องหลัง คล้ายกับคดียาเสพติดรายสำคัญที่ผู้บงการจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเลยจึงต้องใช้มาตรการสมคบในการเอาผิดทั้งอาญาและยึดทรัพย์ทั้งเครือข่าย
"ผลจะออกมาอย่างไรก็ขึ้นกับคณะกรรมการกลั่นกรองชุดต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างคดีทุจริตสนามฟุตซอลเมื่อสอบไปแล้วก็พบแต่ความผิดข้าราชการครูไม่เชื่อมโยงไปถึงผู้บงการที่ได้รับประโยชน์ตัวจริง" นายประยงค์ กล่าว
อ.เฉลิมชัยชี้ควรแก้แป๊ะเจี๊ยะมากที่สุด
วันเดียวกัน นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ "ทุจริตคิด โกงชาติ จะพินาศทั้งราษฎร์รัฐ" เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ว่า บ้านเมืองของเรามองไปทางไหนก็มีแต่คนโกง คนไทยปัจจุบันนี้ไม่ให้ความสำคัญต่อประเทศชาติแต่เห็นความสำคัญของครอบครัวมาก่อน คนไทยขาดความเสียสละเพื่อชาติ ทั้งนี้มีกลไกที่ก่อให้เกิดการสร้างผลประโยชน์ทำให้เกิดมาเฟียขึ้นมาในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งหากไม่มีมาเฟียประเทศชาติก็จะมีคนสุจริตมากขึ้น
นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาการโกง คือ ระบบการศึกษาที่ปลูกฝังจิตสำนึกและเชื่อมโยงไปยังครอบครัว ซึ่งปัญหาของชาติที่ควรแก้ปัญหาคือเรื่อง อีคิวที่เป็นเรื่องของความผิดชอบชั่วดีที่เชื่อมโยงทางด้านความรู้สึก อารมณ์ และจินตนาการ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่โดนปลูกฝังให้คิดแต่เรื่องเงิน ต้องเรียนให้ได้เกียรตินิยม พ่อแม่ก็สอนแต่เพียงว่าอาชีพไหนได้เงินมากก็ปลูกฝังให้ลูกทำอาชีพนั้น และการยัดเงินเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่ดีกว่าคนอื่นจึงถือเป็นการคดโกงทางจิตวิญญาณ เป็นการโกงตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เหนือกว่าคนอื่นและเห็นว่าไทยควรแก้ไขระบบดังกล่าวมากที่สุด และสิ่งที่จะช่วยได้คือการพัฒนาระบบอีคิว
นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ป.ป.ช. มีบุคลากรจำนวนมาก ท่านประธาน ป.ป.ช.อาจจะควบคุมไม่ได้ทั้งหมด โดยขณะนี้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด (ป.ป.จ.) ขึ้นมาก็อาจจะทำให้ห่างไกลจากการควบคุม ทำให้อาจเกิดการคดโกงได้
สนช.ปัดล็อกวันถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการวางกรอบเวลากระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจะนัดลงมติถอดถอนในวันที่ 25 ธ.ค.ว่า เป็นข้อมูลมาจากไหน แต่ไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่และสมาชิก สนช.แน่นอน น่าจะมาจากการคาดการณ์ของบางกลุ่ม
"ขณะนี้ สนช.ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเรื่องกระบวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องรอดูการประชุมนัดแรกในวันที่ 28 พ.ย.ก่อน เพราะต้องดูว่า มีการขอกำหนดพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่" นายพระเพชร กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า เท่าที่ดูถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการขอสอบพยานอะไรมากมาย คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาเร็วที่สุด 45 วัน ตามกรอบข้อบังคับการพิจารณาของ สนช. ไม่มีเบื้องหลังหรือเร่งรัดอะไรตามที่มีข่าว เพราะ สนช.พิจารณาทุกอย่างตามกระบวนการข้อบังคับ ยึดหลักการให้ความยุติธรรม ความเป็นธรรม
ใกล้สรุปคดีประกันราคาข้าวยุคอภิสิทธิ์
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ถึงกรณีคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว กระทรวงการคลัง สรุปตัวเลขขาดทุนตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-2557 จำนวน 6.8 แสนล้านบาท เฉพาะรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเสียหายถึง 5.1 แสนล้านบาทว่า ข้อมูลดังกล่าวจะนำมาประกอบกับคดีที่ยังไม่ได้มีการชี้มูล 2 คดี คือ กรณีซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก กับอีกคดี คือ โครงการประกันราคาข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นอกจากนี้ ตอนแถลงเปิดคดีกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสำนวนถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ป.ป.ช.จะเอาไปย้ำอีกครั้งด้วย เพราะได้พูดถึงการสร้างความเสียหายเอาไว้เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนัก
อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าในคดีซื้อขายข้าวแบบจีทูจีของนายบุญทรงและพวกนั้น ขณะนี้กำลังเร่งไต่สวนอยู่ เพราะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม
ส่วนความคืบหน้าของคดีโครงการประกันราคาข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้น หลักฐานที่ ป.ป.ช.ร้องขอไปยังหน่วยงานต่างๆ ก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว โดยมีการอ้างว่าเอกสารต่างๆ หาย ป.ป.ช.จึงจะใช้หลักฐานเท่าที่มีอยู่ คาดว่าใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว ส่วนจะเสร็จก่อนสิ้นปี 2557 หรือไม่นั้นยังไม่สามารถกำหนดได้
เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยพาดพิงถึง ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน นายปานเทพ กล่าวว่า ป.ป.ช.ฟังอยู่และพยายามชี้แจงว่าไม่ได้ทำอย่างนั้น โดยเฉพาะที่ติดใจว่าทำไมจึงไม่ถอดถอนนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีคณะกรรมการขององค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายการจะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องยื่นให้วุฒิสภาเพื่อส่งมาให้ ป.ป.ช. แต่คดีดังกล่าวไม่มี
"เรืองไกร"ร้องประยุทธ์สอบปปช.
ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ศูนย์บริการประชาชนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยปกปิดข้อมูลคดีคณะกรรมการขององค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) หรือไม่
นายเรืองไกร ระบุว่า คดี ปรส.ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน แต่กลับถูกยกคำร้องหรือตัดทิ้ง โดยส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องนายมนตรี เจนวิทย์การ เลขาฯ ปรส. ในขณะนั้น เพียงคนเดียว จึงขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามประกาศ คสช.ที่ 63/2557 ดำเนินการสอบถามการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่ เนื่องจากในเรื่องดังกล่าวมีความเสียหายเป็นอย่างมากแต่ ป.ป.ช.กลับไม่ส่งเรื่องให้มีการถอดถอนนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารรัฐบาลในขณะนั้น


