"เทพชัย"แนะ"ประยุทธ์"ส่งสัญญาณลูกน้องห้ามคุกคามสื่อ หนุนให้ยกเลิกประกาศคสช.ฉ.97และ103 ระบุร่วมมือหากถูกเชิญ
ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ถนนสามเสน ได้มีการประชุมคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน ครั้งที่ 2 โดยมีนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธาน
นายเทพชัย หย่อง ประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมวันนี้ เห็นควรให้มีมาตราส่งเสริมปกป้องเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นและสื่อมวลชนควรได้รับการคุ้มครอง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเนื้อหาจะไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 และปี 2550 นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถูกนายทหารกลุ่มหนึ่งกดดันให้เปลี่ยนตัวผู้ดำเนินรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” ด้วยความห่วงใย โดยเห็นว่าเป็นการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายคุกคามสื่อมวลชน แม้จะมีการส่งนายทหารเข้าพบสื่อมวลชนและใช้ภาษาสุภาพ แต่วิธีสื่อสารและเนื้อหาที่พูดคุยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการปฏิรูป
"จึงอยากเห็นความชัดเจนจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ควรสื่อสารกับสังคมเพื่อส่งสัญญาณไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาให้ชัดเจนว่าถึงจุดยืนของพลเอกประยุทธ์ว่า กรณีดังกล่าวไม่ควรมีการปิดกั้นสื่อมวลชน และไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ที่มีนายทหารไปอ้างคำสั่งว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการ เพราะไม่ทราบว่ากรณีดังกล่าวเป็นการอ้างคำสั่งของผู้บังคับบัญชาจริงหรือไม่ อีกทั้ง อยากเห็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลักดันให้การปฏิรูปเกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด"นายเทพชัย กล่าว
นายเทพชัย กล่าวอีกว่า การประชุมวันนี้เป็นการแสดงความห่วงใยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นออกแถลงการณ์ แต่จะสื่อไปทางรัฐบาล คสช.ให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีส่วนสร้างบรรยากาศการปฏิรูป นอกจากนี้ เสรีภาพของสังคมก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิรูปได้
ส่วนข้อเรียกร้องเคลื่อนไหวกดดันให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายเทพชัย กล่าวว่า ขณะนี้สังคมยังมีความหวาดระแวงอยู่ ดังนั้น คสช.จะต้องพิจารณาประกาศฉบับดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่พร้อมจะช่วยการปฏิรูปให้เดินหน้าไปได้ สำหรับกรณีพลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก จะเชิญสื่อมวลชนหารือเพื่อขอความร่วมมือนั้นพร้อมยินดีให้ความร่วมมือ ถ้าเป็นเวทีการทำความเข้าใจหรือ แลกเปลี่ยนความเห็นแต่จะต้องเป็นการพูดคุยบนพื้นฐานความเข้าใจไม่ทำให้เกิดการตีความว่าแทรกแซงสื่อมวลชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมมีการหารือถึงข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)เพื่อเตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญในกรอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งมีในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้าง ทั้งนี้เสียงส่วนใหญ่เสนอให้ยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตรา 45 ,46 และในที่ประชุมยังได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ให้มีการตัดหรือยกเลิก มาตร 48 ที่บัญญัติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน... เนื่องจากเห็นว่า มาตราดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ตรวจสอบได้ยาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรตัดออกจากหมวดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเห็นว่าไปใส่กฎหมายว่าการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. และส.ว. แทน เปิดช่องให้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองสามารถเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนในกิจการพรรคเมืองได้ โดยให้ถือว่าค่าใช้จ่ายในกิจการสื่อมวลชนของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองนั้น เป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว.





