"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ เผยผลร่วมงานประชุม"เอเปค-ประชุมสุดอาเซียน"ประสบความสำเร็จ
"ประยุทธ์"เผยผลร่วมงานประชุม"เอเปค-ประชุมสุดอาเซียน"ประสบความสำเร็จ ชี้เดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้แบกเอาศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติไปด้วย ระบุผู้นำทุกประเทศที่เจรจายันให้หนุนไทยทุกด้าน แบบไม่มีอะไรมาแอบแฝง โดยเฉพาะผู้นำจีนพร้อมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยไม่ว่าจะเป็นยางพารา และผลไม้ไทย พร้อมวอนคนไทยเลิกทะเลาะเบาะแวงกันเสียที ยกเหตุจะทำให้ชาติ้เสียโอกาสที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึงการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศที่ผ่านมา ว่า การเดินทางในครั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน การแสวงหาความร่วมมือกับมิตรประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการแสดงถึงจุดยืนของประเทศไทยในการเป็นประชาธิปไตยและสนับสนุนเรื่องสำคัญต่างๆที่เป็นวาระสำคัญระดับนานาชาติตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ในเรื่องนี้ตนจึงขอเรียนว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนของทุกประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุน บนพื้นฐานหลักในการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ในการเดินทางเยือนต่างประเทศในแต่ละครั้งนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้เผยแพร่นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ทราบโดยทั่วกัน อาทิ การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน, การส่งเสริมธุรกิจ SMEs, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่งทั้งระบบ เช่นการพัฒนาและปรับปรุงถนน,โครงการรถไฟรางคู่, โครงการรถไฟฟ้าในเขต กทม. และปริมณฑล, การขนส่งทางน้ำ และทางอากาศ, การเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจ Digital Economy เป็นต้น
การเลือกเดินทางไปต่างประเทศกระทำเท่าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 9 - 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ครั้งที่ 22 และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 25 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำสามารถหารือกันในเรื่องต่างๆพร้อมกันได้ในหลายมิติ ประเทศไทยมีสัดส่วนการค้า การลงทุน กับเขตเศรษฐกิจเอเปคสูงถึงร้อยละ 70ดังนั้น เวทีนี้จึงสำคัญต่อการผลักดันประเด็นที่สำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งของไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
" ในปีนี้ ไทยได้ยกเรื่องสำคัญหลายเรื่องขึ้นหารือ เช่น ทำอย่างไรการเปิดเสรีทางการค้าจะนำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริงต่อทุกประเทศ ตลอดจนคนทุกกลุ่มในแต่ละประเทศ เช่น เกษตรกร และ SMEs จะได้พัฒนาไปด้วยกันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทำอย่างไรทุกประเทศสมาชิกในเอเปคจึงจะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เน้นการเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ทำอย่างไรเราจึงจะเติบโตด้วยการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาทำให้คุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศเดินหน้าไปได้ดียิ่งขึ้น รวมถึง การหารือเรื่องการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค การลดช่องว่างทางการพัฒนา และการรับมือกับปัญหาข้ามชาติ เช่น อีโบลา ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการหารือกับเพื่อนสมาชิกเอเปคแล้ว ตนยังได้เข้าพบกับบุคคลสำคัญๆ จากหลายประเทศ ได้เข้าเยี่ยมคารวะท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และท่านนายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เค่อเฉียง ซึ่งทั้งสองท่านได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และถวายพระพรพระบรมวงศานุวงค์ของไทยทุกพระองค์ รวมทั้งยกย่องความสัมพันธ์ไทย-จีนว่าเป็นมิตรภาพระหว่าง “มหามิตร” อีกด้วย ตนได้หารือกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนเกี่ยวกับประเด็นสำคัญซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ไทย-จีน ที่มีความสัมพันธ์กันมานานนับพันปีแล้ว แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตของเราเพิ่งจะครบรอบ 40 ปีในปีหน้า ดังนั้น เราได้หารือกันว่า ทำอย่างไรความสัมพันธ์ไทย-จีนจึงจะเข้มแข็งได้มากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นมหามิตรที่เคารพกันและกัน
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลจีนเองก็มีปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรบางตัวของเขาล้นตลาด แต่เขาก็ต้องการแสดงความจริงใจด้วยการตอบรับที่จะซื้อสินค้าเกษตรของไทยเช่นข้าว ยางพารา และผลไม้ เพิ่มขึ้นและจะเพิ่มขึ้นในปีต่อๆไป โดยเราจะเร่งหารือเรื่องการจัดทำ MOU ว่าด้วยเรื่องการซื้อขายผลผลิตการเกษตรไทย เป็นของขวัญจากรัฐบาลจีนให้กับเกษตรกรไทย ตนจะแจ้งความคืบหน้าให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไป นอกจากนี้ ผมได้ขอให้เขาช่วยกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกต่อการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ไทย ข้าวไทยที่ได้รับความนิยมในจีน ตอนนี้ขอให้เขาช่วยทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับเรา สอดส่องดูแลไม่ให้มีใครนำข้าวไทยคุณภาพไปขายปะปนกับข้าวปลอม สำหรับเรื่องการเชิญชวนฝ่ายจีนมาลงทุนในโครงการที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ตนขอเรียนว่า ขณะนี้ เรายังไม่ได้ตกลงเซ็นสัญญาอะไรกับจีน แต่ตนได้แจ้งกับฝ่ายจีนไปว่า ขอเชิญนักลงทุนของเขาเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยถ้าเป็นโครงการที่รัฐบาลไทยต้องการสนับสนุนเป็นพิเศษเพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลไทยก็ยินดีจะพิจารณาให้การสนับสนุนสิทธิพิเศษในการลงทุนสำหรับโครงการนั้นๆ เพิ่มเติม แต่ต้องเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง ยุติธรรมและโปร่งใส
"นอกจากการเข้าพบท่านผู้นำจีนแล้ว ผมยังได้พบกับท่านผู้นำอีกหลายท่านที่เข้าร่วมการประชุมเอเปค และได้พบกับภาคเอกชนจีนที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย ผมขอเรียนว่า การพบปะหารือทุกครั้ง เป็นการพูดคุยกันแบบเต็มคณะ เปิดเผย ไม่มีวาระแอบแฝง ผมย้ำกับทุกท่านที่ผมได้พบว่า ประเทศไทยกำลังจัดระเบียบประเทศของเรา และเรากำลังเร่งดำเนินการเรื่องเร่งด่วนตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืน แต่ละบริษัทที่มามีหลากหลายครับทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ICT โทรคมนาคม และเรื่องของยางซึ่งประเทศเรากำลังมีปัญหาราคายางตกต่ำ ผลผลิตมีจำนวนมาก มีหลายบริษัทสนใจจะตั้งโรงงานแปรรูปยางในประเทศไทย ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อ " นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ เรื่องโรงงานกำจัดขยะในรูปแบบที่ไม่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันอยู่แล้ว ตนถือโอกาสขอให้เขาให้การสนับสนุนไทยหลายๆ เรื่อง เช่น ขอให้กระจายโรงงานไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ เพื่อกระจายงาน กระจายรายได้ ให้คนไทย ขอให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมคนงานไทย และจ้างคนไทยมากขึ้นในทุกระดับ และช่วยสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R & D) การใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย และขอให้ช่วยสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยในภาพรวมอีกด้วย รวมถึงเรื่องความร่วมมือสร้างทางรถไฟทั้งแบบทางคู่มาตรฐานไปถึงความเร็วปานกลาง อย่างที่เรียนไปข้างต้น รัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนยังไม่ได้เซ็นสัญญาใดๆ แต่ได้มีการหารือกันในหลักการ แน่นอนว่าจีนต้องสนใจในโครงการนี้ เพราะมันหมายถึงการเชื่อมโยงตลาด ทำให้คนไปมาหาสู่กันในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า แต่อย่าลืมว่า ไทยก็ได้ประโยชน์มาจากการเพิ่ม Connectivity โดยเฉพาะเรื่องเชื่อมโยงในภูมิภาค เพราะเราเป็นศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทย ดังนั้น วันนี้ ถนน รถไฟ เรายังไม่พร้อม วันหน้าประเทศไทยก็จะเสียเปรียบ ล้าสมัยไม่ทันใครเขา
นายกฯ กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเป็นเรื่องจำเป็นมากต่ออนาคตของประเทศ ถ้าไม่ลงทุนวันนี้ ยังไงก็ต้องลงทุนเรื่องนี้อยู่ดี แต่ในราคาที่มีแต่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราต้องรีบทำ แต่ต้องให้แน่ใจว่าคุ้มค่า และไม่มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น ไม่ให้คนไทยเป็นหนี้กับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นไทยสนใจที่คุยเรื่องรถไฟ ขนาดรางมาตรฐาน และรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางกับจีน แต่เราก็คุยกับหลายๆ ประเทศ ที่สนใจจะเข้ามาทำงานร่วมกับเราในเรื่องนี้ด้วย มาครั้งนี้เรามาคุยกันในเรื่องหลักการ ส่วนรายละเอียดที่ยังมีอีกเยอะ เช่น รูปแบบการลงทุน การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เราก็จะดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ผมได้พูดคุยกับผู้นำหลายประเทศในลักษณะทวิภาคี ประเด็นสำคัญๆ เป็นเรื่องของปัญหาการอุดหนุนราคาหรือการ Subsidize สินค้าทางการเกษตร ราคาน้ำมัน ราคาเชื้อเพลิง ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคนี้มีปัญหาเดียวกันหมด ต้องร่วมมือกับเอกชนแก้ไขปัญหา อีกทั้งเรื่องของการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของคนที่เข้ามารับราชการใหม่ และชี้แจงเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้
ระหว่างงานเลี้ยงมีการต้อนรับอย่างอบอุ่นผู้นำทั้ง 21 ประเทศได้พบทักทายจับไม้จับมือกัน ตนมีโอกาสได้พบท่านประธานาธิบดีโอบามาซึ่งท่านได้แสดงความห่วงใย ผมก็ขอบคุณและยืนยันกับท่านว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ได้พบกับท่านประธานาธิบดีปูติน ท่านถามว่า ประเทศไทยเป็นอย่างไร เรียบร้อยหรือยัง ผมตอบว่าเรียบร้อยดี ขอเวลาเราหน่อย ท่านก็เข้าใจ ทุกประเทศทักทายจับมือกันหมด ทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้พูดถึงเรื่องความขัดแย้ง ผมบอกทุกประเทศว่า สำหรับวันนี้ประเทศไทยสงบสุขพอสมควรแล้ว ประชาชนมีความสุข ปลอดภัย และการท่องเที่ยวดีขึ้น รัฐบาลไทยขอเชิญทุกประเทศให้มาเยือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูการท่องเที่ยวนี้ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นบอกว่าจะยกเลิกคำเตือนนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ การหารือเป็นคณะใหญ่ทั้งหมด 21 คณะ เป็นการพูดคุยในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงด้านพลังงาน ด้านอาหาร และการสร้างความเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภคให้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจ และเรื่องของข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) สำหรับท่านที่กังวลว่าประเทศไทยอาจเสียผลประโยชน์ในการข้อตกลงต่างๆ
" ผมขอยืนยันว่าถึงประเทศเราเป็นประเทศเล็กแต่เรามีศักดิ์ศรี ข้อตกลงทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ลดความหวาดระแวง มีผลประโยชน์ที่ เท่าเทียมกัน ทุกครั้งที่ผมและคณะไปเยือนต่างประเทศ เรานำเกียรติยศของคนไทยไปด้วย ไม่อยากให้เหมือนที่ผ่านมาที่ตกลงกันหลายครั้งแล้วทำไม่ได้ ทุกประเทศพร้อมที่จะลงทุนกับไทยประโยชน์ที่ได้รับคือความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผมยืนยันว่าจะต้องไม่มีการทุจริตในทุกโครงการ และจะต้องเกิดขึ้น รัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนได้มารับรู้รับทราบพร้อมกัน ไม่มีนอกมีในทั้งสิ้น นอกจากนี้หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ประเทศจีน ผมได้เดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีที่มีผู้นำจากประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเข้าร่วม และถือเป็นเวทีที่สำคัญที่สุดสำหรับภูมิภาคของเรา โดยตลอดการประชุม ประเทศไทยได้รับไมตรีจิตและความชื่นชมจากประเทศต่างๆ อย่างดียิ่งเช่นเดียวกับที่ประเทศจีนประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่ต้น ทุกประเทศมีความมั่นใจในแนวทางทางการเมืองของรัฐบาล โดยผมได้ยังคงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับอาเซียนและภูมิภาค " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นหลักๆ ที่ได้มีการหารือกันคือ ประเด็นแรกการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีหน้านี้ ซึ่งกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีสามารถบรรลุตามเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ และจะกลายเป็นการรวมกลุ่มของตลาดที่มีขนาดมากกว่า 600 ล้านคน เป็นฐานการผลิตเดียวกัน มีอำนาจในการต่อรองมากยิ่งขึ้นในเวทีโลก ซึ่งจะทำให้ไทยเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นจากการค้าการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังเห็นตรงกันว่าเราจะต้องมีบทบาทเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อรักษาการเป็นแกนนำในการรักษาสันติภาพในภูมิภาค
ประเด็นที่สอง และผมถือว่าเป็นประเด็นที่เป็นหัวใจคือ การมองไปในอนาคตเพื่อกำหนดทิศทางของประชาคมอาเซียน โดยผมและผู้นำอาเซียนอื่นๆ เห็นตรงกันว่า เราจะต้องเน้นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกระดับความเป็นอยู่ เพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ของประชาชน แก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคม แก้ปัญหาอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งเสริมการค้าเสรี การอำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม ลดการกีดกันทางการค้า และที่สำคัญ การดูแลพี่น้องเกษตรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของอาเซียน โดยเราจะต้องมาดูกันว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไรเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต การเก็บเกี่ยว การตลาด และการแก้ไขราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ เพราะอาเซียนถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือยางพารา เป็นต้น โดยเราไม่ควรที่จะแข่งขันตัดราคาหรือแย่งตลาดกันเอง เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่เกษตรกรของเราได้รับจะลดลง
ประเด็นที่สาม ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งไวรัสอีโบลา การก่อการร้าย และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นต้น โดยผมได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ของไทยที่ผลักดันการแก้ไขปัญหาโรคซาร์และหวัดนกได้ในอดีต ที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักลงเนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสาร ระบบการแจ้งเตือน และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ผมจึงได้เสนอว่ารัฐบาลไทยพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศอาเซียน กับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในเร็ววันนี้ เพื่อกระชับความร่วมมือและเตรียมความพร้อมของภูมิภาค นอกจากนี้ ได้มีการหารือกันเรื่องกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามร่วมกันของทุกประเทศ การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ในส่วนประเด็นทะเลจีนใต้ ไทยได้รับการชื่นชมที่ประสบความสำเร็จในการลดความตึงเครียดและผลักดันความสัมพันธ์อาเซียนกับจีนให้รุดหน้าในทุกด้าน รวมถึงการกำหนดกรอบกติการ่วมกันเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดโอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันในพื้นที่
เช่นเดียวกับการประชุม APEC ตนได้มีโอกาสหารือทวิภาคีอย่างเป็นทางการกับผู้นำจากหลายประเทศเพิ่มเติมโดยผมได้พบกับท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ท่านประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีอินเดีย ท่านนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และท่านเลขาธิการสหประชาชาติที่มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย เป็นที่น่ายินดีที่ทุกท่านมีความเข้าใจในสถานการณ์ในประเทศไทยและต่างเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเดินหน้าตาม Roadmap ที่ได้กำหนดไว้ เพราะทุกท่านเห็นความสำคัญของประเทศไทยและต้องการให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง รวมทั้งประเทศรัสเซีย มีความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยมากขึ้นในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นพลังงาน การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุน รวมทั้งสนใจซื้อสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มเติม ในส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ให้ความสนใจที่จะลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนในประเทศไทยเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย สำหรับอินเดีย เราตกลงที่จะร่วมมือกันเพื่อเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุน เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างไทย เมียนมาร์ และอินเดีย ผ่านโครงการถนน 3 ฝ่าย ส่วนในการพบกับท่านเลขาธิการสหประชาชาติ ตนได้ขอบคุณท่านที่เข้าใจสถานการณ์ของไทยและได้ชี้แจงให้ท่านฟังเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางของรัฐบาลที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศและทำให้ประชาชาธิปไตยของไทยเข้มแข็งและยั่งยืน นอกจากนี้ ทางสหประชาชาติยังได้ชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยและขอให้ไทยมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในเรื่องปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแก้ไขปัญหาไวรัสอีโบลาอีกด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในท้ายสุดว่า จากการเยือนครั้งนี้ ตนไม่อยากให้มีความขัดแย้งกันอีก ต้องขอร้องคนไทยทุกคน วันนี้โลกเขาก้าวหน้าไปขนาดนี้แล้ว ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของอาเซียน เรียกว่าเส้นทางการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในอาเซียน แต่เรามีความขัดแย้งมานาน ตนอยากเห็นคนไทยเสียสละ ลด ละ เลิก ความขัดแย้ง เลิกต่อสู้กันเอง ขอให้เข้าใจว่าการเมืองคือการเมือง ต้องทำให้ถูกต้อง ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้เป็นประชาธิปไตย วันนี้ขอบคุณประชาชนและ ข้าราชการทุกคนที่ให้ความร่วมมือช่วยกันทำให้ประเทศไทยเป็นสุข สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ก็เริ่มมีสัญญาณแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้วนะครับ นักลงทุนต่างประเทศ ก็ยังให้ความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยอยู่ จากผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 39 ประเทศของPricewaterhouseCoopers ในปีนี้(2014 APEC CEO Survey)ก็ได้จัดอันดับให้ไทย เป็นอันดับที่ 8 ของตลาดที่น่าลงทุนของภูมิภาคในอีก 3-5 ปีข้างหน้าซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังต้องพัฒนาประเทศเพิ่มเติมอีกหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ทางรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการอยู่
การท่องเที่ยวนั้น ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามากขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม และยอดการจองที่พักในเดือนธันวาคมก็มีปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าตลอดทั้งปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 25 ล้านคนครับ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องรัฐบาลได้กำหนดให้ปีหน้าเป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” หรือ “Discover Thainess 2015” โดยจะส่งเสริมภาพลักษณ์อันเป็นเนื้อแท้ของคนไทย ที่มีแต่รอยยิ้ม และมีน้ำใจให้แก่กัน รวมทั้งผู้มาเยือน ผ่าน “วิถีไทย” อันเกิดจากการผสมผสานของบริบทต่างๆ ของไทยที่แม้จะมีความแตกต่าง แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว สร้างความสุขให้คนไทยในประเทศ และ แบ่งปันไปยังนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ





