เปิดสำนวนปปช.ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" ระบุละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าว ทำประเทศเจ๊ง 3แสนล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำเอกสารสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย กรณีละเลยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวของรัฐบาล มาให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งสนช.จะพิจารณาในวันที่ 12 พ.ย.โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียงว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินร่วมกับรัฐมนตรีอื่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายโดยทั่วไปของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการบริหารราชการแผ่นดินมีพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายหลัก โดยในมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่นชี้แจงแสดงความคิดเห็น
โดยเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2554 ผู้ถูกกล่าวหา (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาว่าในระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกข้อ 1.3 ว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง และข้อ1.11 จะยกระดับสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% ที่เกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ
สำนักงานป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้พิจารณาถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรก ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ด่วนมากที่ ปช 0003/0118 ลงวันที่ 7 ต.ค. 2554 ยืนยันข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป.ป.ช.ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาลด้วยวิธีการรับจำนำ และครั้งที่สอง ตามหนังสือสำนักงานป.ป.ช.ที่ ปช 0003/0198 ลงวันที่ 30 เม.ย.2555 ส่งข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการรับจำนำข้าวเปลือก
อีกทั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาลที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ตั้งขึ้น ก็ได้รายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติทราบครั้งที่ 1 ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2554/2555 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พ.ค.2555 มีผลขาดทุนเบื้องต้น 32,301 ล้านบาท
แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่2ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 มีผลขาดทุนสะสม 220,968.78 ล้านบาท และ แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่3ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พ.ค.2556 มีผลขาดทุนสะสม 332,372.32 ล้านบาท ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งสามครั้งดังกล่าว แต่ก็ยังคงดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตต่อมา
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ถึงผู้ถูกกล่าวหาสรุปได้ว่าการดำเนินโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิการจำนำและการทุจริตในโครงการ รวมทั้งการดำเนินโครงการเกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและการทุจริตในโครงการ แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจากชาวนาต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ
แม้ในขั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตด้วยก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยยุติหรือยกเลิกโครงการเพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและมิให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ2534 มาตรา11 (1) ที่จะยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวนั้นได้
พฤติการณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามที่กล่าวข้างต้น จึงมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 270 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 58 ให้ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 273 ต่อไป


