สปช.พุ่งเป้าลดเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจ-ทรัพยากร-ศึกษา ปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ "กอบศักดิ์"ชี้จัดสรรที่ดินและเก็บภาษี
วงสปช.พุ่งเป้าลดเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจ-ทรัพยากร-ศึกษาปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ
สปช.พุ่งเป้าลดเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจ-ทรัพยากร-ศึกษา ปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ "สารี" แฉ ปัญหาโยกย้าย ครูบ้านนอกขอย้าย เสียทั้งตัว-เสียทั้งเงิน เก็บค่าหัวคิว ด้าน "สมบัติ" ชี้ ต้องปรับปรุงกกต. เพิ่มอำนาจตรวจสอบให้เข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ สัมมนาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก(สปช.) เป็นวันที่สอง โดยในช่วงเช้ามีการนำเสนอผลการสัมนากลุ่มย่อย 10 กลุ่ม ภายใต้หัวข้อ "เราจะไปสู่อนาคตที่หวังไว้ได้อย่างไร" ที่มีการระดมสมองในการเสนอทิศทางการปฏิรูปประเทศเมื่อวาน(9 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีนายเจิมศักดิ์ ปั่นทอง สมาชิกสปช. ด้านอื่น ๆ ทำหน้าที่เป็นผู้นำอภิปราย ซึ่งภาพรวมในแต่ละกลุ่ม นำเสนอในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยแต่ละกลุ่มมองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเกิดจากช่องว่างรายระหว่างคนรวยคนจนมีมากขึ้น รวมถึงการเกิดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบท เกิดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจ ควรมีการปฏิรูประบบงบประมาน ให้เป็นงบประมาณของพื้นที่ กระจายงบประมาณให้เป็นธรรม เพิ่มนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมโลก สังคมนิยมแบบเสรี โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการสำหรับคนชนบทที่ต้องได้รับมากขึ้น เพิ่มมาตรการด้านแรงงาน ปฏิรูปองค์กร พัฒนานโยบายเพิ่มพัฒนาฝีมือแรงงาน และเพิ่มมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ ด้านนวัตกรรมใหม่ให้คนมีรายได้น้อย เพิ่มรายได้มากขึ้น
ส่วนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างเพียงพอและเป็นธรรม จัดสรรที่ดินทำกิจที่เท่าเทียมกัน เพราะพี่น้องชาวนาหลายคนขายที่ดินเช่าที่ดินทำนา ต้องปฏิรูปกฏมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน โดยมีมาตราการการเก็บภาษีที่ถือครองที่ดินมากไม่ใช้ประโยชน์ มีการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกที่ดินทำกิน สร้างโฉนดชุมชน หวงแหนพื้นที่ในชุมชน และด้านการศึกษา มองว่าครูไทย นักเรียนขาดคุณภาพ สังคมยกย่องคนจบปริญญาสูง มองว่าต้องให้ชุมชน ท้องถิ่น มีปราญชาวบ้าน จัดการเรียนการสอนขึ้นเอง เพื่อปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพิ่มพื้นที่การศึกษาให้เท่าเทียมกับพลเมือง ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาผู้ด้อยโอกาส ผู้มีข้อจำกัดทางร่างกายให้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น ยกเลิกนโยบายให้นักเรียนออกจากเรียนกลางคัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้กระทรวงศึกษาโตไม่ได้คือ การเมืองเข้ามาแทรกแซงตลอดเวลา แบกความเป็นราชการมากเกินไป จุดอ่อนคือราชการทำเพื่อนาย นายทำเพื่อการเมือง นี่ทำให้ระบบการศึกษาไทยล้าหลังไม่พัฒนา
โดยมองว่ารัฐบาลไม่ยอมกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทำท้องถิ่นอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพ นำไปสู่ระบบอุปถัมภ์ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น มีมือที่มองไม่เห็นขัดขวางการกระจายอำนาจ รวมไปถึงนักการเมือง กลุ่มทุน ไม่ยอมให้ความร่วมมือ และพบปัญหาของกฎหมายที่ล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขปัญหาในอนาคตต้องมีการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และการศึกษา อย่างเป็นระบบและยั่งยืน รัฐบาล ระบบการเมืองต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น
ทั้งนี้ นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิกสปช. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และการศึกษา สภาพปัญหามีช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยจน ช่องว่างคนเมืองและคนชนบท ซึ่งต้องปรับปรุงนโยบายการคลังและระบบภาษีที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยกำหนดให้มีการเสียภาษีอย่างเข้มงวด ทั้งภาษีมรดก ภาษีบริโภคสินค้า ภาษีรถยนต์ ภาษีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมการค้าระบบเสรีลดการผูกขาด กำหนดให้เกษตรกรได้ราคาอย่างเป็นธรรม จัดสรรที่ดินทำกิน วางผังเมืองอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม สำหรับความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ควรส่งเสริมการศึกษาสายอาชีวะอย่างจริงจัง เพิ่มสวัสดิการครู แและประเมินผลครู ลดมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ สร้างค่านิยมครูและนักเรียนสังคมไทยว่าการมีงานทำ มีครอบครัวคือความสำเร็จในชีวิต จัดให้มีทุนการศึกษาของนักเรียนที่ดี มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรที่ตลาดแรงงานต้องการ เป็นต้น
ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสปช. กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ยังคงเป็นประเด็นของการจัดสรรที่ดินและการจัดเก็บภาษีไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขเฉพาะประชาชนส่วนล่าง แต่จะต้องเน้นบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับประชาชนส่วนบน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น สัมปทานระยะยาว เป็นต้น
"ผู้ให้และผู้รับนโยบายยังไม่มีความเข้าใจในวาทกรรมลดความเหลื่อมล้ำแท้จริง จึงไม่มีการบังคับใช้จริงจัง เราพูดเรื่องนี้มานาน แต่กลับไม่มีองค์กรที่รับผิดชอบปัญหาเหล่านี้โดยตรง ถึงเวลาที่จะมีองค์กรที่จะติดตามประเด็นเหล่านี้โดยตรง"นายกอบศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นางทิชาณ นคร สมาชิกสปช. ด้านการศึกษา กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษา จะต้องสร้างโอกาสให้กับเยาวชนด้อยโอกาส เช่น เยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่เสมือนหลุดจะระบบการศึกษา เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องยกเลิกการบังคับเยาวชนออกจากสถาบันการศึกษากลางคัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การผลักเยาวชนออกจากระบบศึกษา จะเท่ากับดึงเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหา แต่ขณะเดียวกันรัฐเองที่จะเป็นผู้ที่สามารถสร้างโอกาสแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสได้
นอกจากนี้ วงสัมมนายังมีการระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่นักการเมือง ที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ปิดกั้นไม่สำเร็จ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนได้เสีย ประพฤติมิชอบทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมไปถึงค่านิยมของคนไทยที่เปลี่ยนไป โดยจะยกมือไหว้คนที่มีเงินที่มีทรัพย์สินมากกว่าคนที่ซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน ผู้เสียผลประโยชน์ ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่ในสังคม นอกจากนี้ ยังเห็นว่าระบบกฎหมายที่เป็นธรรมในการบังคับใช้เสมอภาคให้มีคุณภาพ ผู้ใช้กฎหมายใช้ดุลพินิจมากเกินไปขาดจริยธรรม ประชาชนขาดความรู้ด้านกฎหมาย มีกฎหมายเฟ้อจำนวนมาก เช่น กฎหมายที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ มีวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ ควรปรับปรุงกระบวนการกฎหมายลดการใช้ดุลพินิจในการบังใช้กฎหมายรัฐและพลเมืองบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกัน นี่คือจิตสำนึกที่ทุกคนในสังคมต้องมี
ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวแสดงความคิดว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นเพราะวิธีคิดของสังคมมองไม่เห็นความเท่าเทียมของคนในสังคม กลไกลภาครัฐไม่เอื้อต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และนโยบายสาธารณะแต่รัฐบาลไม่ต่อเนื่องและขาดความชัดเจน ดังนั้น ต้องมีการส่งเสริมการกระจายอำนาจ เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดการปัญหาความยากจนได้ ส่งเสริมการศึกษา อาชีพ สำหรับผู้ด้อยโอกาส ปรับปรุงโครงสร้างภาษี เพื่อเกื้อหนุนกลุ่มด้อยโอกาส ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้ การให้ความรู้ รณรงค์ ส่งเสริมวัฒนธรรมต่อต้านไม่ยอมรับคนโกงให้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการควบคุมการทุจริตคอรัปชั่นทางด้านเศรษฐกิจ การคอรัปชั่นทางการเมืองและวันธรรม ที่ส่งเสริมให้เกิดการคอรัปชั่น วัฒนธรรมการอุปถัมภ์ เช่น กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ถ้าเป็นกฎหมายต่างประเทศ นายกฯต้องถึงขั้นติดคุก เพราะถือเป็นการคอรัปชั่นเพื่อพวกพ้อง เครือญาติ
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ได้กล่าวสรุปผลประชุมของกลุ่ม 9 ในเรื่องปัญหาด้านการศึกษา ว่า ต้องมีการพัฒนาบุคคลากรครูให้มีประสิททธิภาพมากขึ้น เพราะเวลานี้มีปัญหาในเรื่องของการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม เช่น มีการพูดกันว่าต้องมีการเสียตัว ครูที่อยู่ในโรงเรียนห่างไกลต้องการย้ายเข้ามาสอนในเมือง ต้องมีการเสียค่ากิโลเมตรเพื่อจ่ายเงินเพิ่มให้โรงเรียนและเสียตัวด้วยจึงจะได้ย้ายเข้ามาสอนในเมือง ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ให้การแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรม เพราะถ้าปฏิรูปอย่างจริงจัง ต้องกล้ายอมรับปัญหาด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปฏิลูป
ทั้งนี้พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิชย์ ได้มีการทักท้วงถึงกรณีเรื่องการเสียตัว โดยให้ระบุว่าเป็นแนวคิดภายในกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าสื่อมวลชนจะเข้าใจผิดว่าเป็นแนวคิดของสปช. ซึ่งนางสารี ก็ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดของกลุ่ม 9 เท่านั้น ไม่ใช่ความคิดของสปช.ทั้งหมด
ด้านนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้เสนอแนวคิดบทบาทของประชาชนกับการเมือง ว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อคัดกรองคนดีเข้ามาทำหน้าที่ พร้อมจัดให้มีการศึกษาทางการเมืองแก่เยาวชนรุ่นใหม่ทุกระดับ โดยมุ่งเน้นในเรื่องจริยธรรม วัฒนธรรมและชี้ให้เห็นถึงผลดี ผลเสียทางการเมือง นอกจากนี้ต้องแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน ส่งผลให้การซื้อสิทธิขายเสียงลดลง เพราะถ้าประชาชนยังมีความยากจนก็ต้องเป็นเหยื่อของนักการเมือง ทั้งนี้เห็นว่าควรปรับวาระการดำรงตำแห่งทางการเมือง ไม่ให้นานเกินไป เพื่อไม่ให้นักการเมืองมีอิทธิพลมากขึ้น พร้อมปฏิรูปบทบาทอำนาจหน้าที่ของกกต. ปรับปรุงกกกต.ไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง และทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงต้องสร้างระบบประเมิน เพื่อสามารถเปิดเผยข้อมูลและการประเมินผลของส.ส.ได้ และกำหนดวงเงินการหาเสียงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง
"เห็นว่าควรกำหนดโทษของการทุจริตนักการเมือง การปรับโครงสร้างเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและการถอดถอน ทำให้พรรคการเมืองไม่ใช่พรรคของนายทุน มีองค์กรตรวจสอบและถอดถอนมาจากประชาชน โดยต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้มีอิทธิพลไม่ยอมเสียประโยชน์ ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือระบบการตรวจสอบและถอดถอนไม่เข้มแข็ง"นายสมบัติ กล่าว





