"พล.อ.เลิศรัตน์"เผยกมธ.ยกร่างรธน. เสนอ2แนวทางร่างรธน.เริ่มนับ1ใหม่ อิงสถานการณ์ปัจจุบัน ลดความขัดแย้ง หวังปรา
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดแรกอย่างเป็นทางการว่า ที่ประชุมวันนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ในฐานะประธานกมธ.ยกร่างฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งมีมติรับรองตำแหน่งผู้ที่ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุม คณะกรรมาธิการอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ให้มาปฏิบัติหน้าที่รองประธานกมธ.ยกร่างฯจำนวน 6 คน ประกอบด้วย นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ , นายมานิต สุขสมจิต , นายสุจิต บุญบงการ , นางนรีวรรณ จินตกานนท์ , นายปรีชา วัชราภัย และนายชูชัย ศุภวงศ์
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ประกอบด้วยนายประสพสุข บุญเดช ประธานที่ปรึกษา นายจรูญ อินทจาร รองประธานที่ปรึกษา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการฯ ตำแหน่งเลขานุการ ประกอบด้วย นายดิสทัต โหตระกิตย์ นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์, โฆษกคณะกรรมาธิการประกอบด้วย นายคำนูณ สิทธิสมาน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช นางสาวสุภัทรา นาคะผิว นายวุฒิสาร ตันไชย พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ นายปกรณ์ ปรียากร และมีการตั้งเจ้าหน้าที่สภาฯตามระเบียบอีก 1 ตำแหน่งคือว่าที่เรือตรียุทธนา สำเภาเงิน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมรธิการฯ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติรับรอง อนุกรรมาธิการ ในด้านกระบวนการการทำงาน จำนวน 3 คณะคือ 1.คณะอนุกรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และการจัดทำจดหมายเหตุการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายคำนูณ สิทธิสมานเป็นประธานฯ 2.อนุกรรมาธิการ การมีส่วนร่วม และรับฟังความเห็นของประชาชน มีนางถวิลวดี บุรีกุล สปช.ที่มาจากสถาบันพระปกเกล้า เป็น ประธาน และ 3.อนุกรรมาธิการประสาน เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากสมาชิกสปช.รวมถึงองค์กรต่าง ๆ มี พล.อ เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน โดยอนุกรรมาธิการทั้ง 3 ชุดจะทำหน้าที่ประสานงาน กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สปช. คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยตลอด ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทางอนุกรรมาธิการฯ จะเปิดให้องค์กรทั้ง 4 ได้เสนอข้อมูล และเมื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วกมธ.จะส่งร่างนั้น ให้องค์กรข้างต้นพิจารณาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกมธ.ยกร่างฯนัดแรกในวันนี้(6 พ.ย.) ที่ประชุมได้พูดคุยและถกแถลงถึงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะใช้รูปแบบหรือวิธีการใด ซึ่งโดยเบื้องต้น นายบวรศักดิ์ ได้เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญออกเป็นสองลักษณะ คือ 1.เอารัฐธรรมนูญ 2540และ 2550 มาไล่เรียงทีละหมวดและทีละมาตราว่า ถ้าส่วนใดไม่มีปัญหาก็ให้ผ่านไป เหมือนกับการเอารถคันเก่ามาซ่อม เปลี่ยนเครื่องยนต์ มาพ่นสี ยกเครื่อง ให้ได้รถยนต์คันใหม่ 2.เริ่มต้นจากศูนย์ ไล่เรียงลำดับความสำคัญในแต่ละหมวด ตั้งแต่หมวดพระมหากษัตริย์ การปกครอง รัฐสภา ครม. องค์กรศาล องค์กรตรวจสอบ และสิทธิพลเมือง และศาล โดยหยิบประเด็นที่มีปัญหามาหาแนวทางแก้ไข เพื่อลดความขัดแย้ง นำไปสู่ความปรองดอง ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ การเมือง สิทธิประชาชน และนโยบายในการบริหารประเทศ
"ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมียาดำสอดแทรกในทุกหมด ที่เป็นการขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่น และการประพฤติมิชอบ รวมทั้งต้องมี 10 กลไกที่กรรมาธิการต้องสร้างขึ้น ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว(2557 )มาตรา 35กำหนดไว้ โดยทั้งหมดนี้จะนำไปหารือเวลา 13.30 น.ของวันที่ 11 พ.ย.ไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. โดยหวังว่าในสามวันครึ่ง กมธ.จะสามารถออกแบบแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แล้วเสร็จ หากไม่แล้วเสร็จก็จะมีการหารือต่อในวันที่ 15 และ 16 พ.ย."พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า หลังจากที่ ได้แนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ว่ารัฐธรรมนูญมีกี่หมวด ก็จะให้มีการตั้งอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมารับผิดชอบในแต่ละเรื่อง ซึ่งอาจมี 10 ถึง 15 อนุกรรมาธิการฯอย่างไรก็ตาม ระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญต้อง รับฟังความคิดเห็นควบคู่ทุกฝ่าย รวมถึงกรณีพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง ก็จะมีการไปพบ หรือให้เสนอข้อมูลกลับมายังกมธ.ซึ่งคาดว่าจะมีการหา 2 - 3 ครั้ง ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการทำประชามติ ขอความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนมองว่า ถ้าหากจะทำประชามติต้องมีการใช้ระยะเวลา ในการดำเนินการ 3-4 เดือน งบประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท และต้องขออนุมัติ ความเห็นชอบจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. และต้องให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ออกคำสั่งในการทำประชามติ และเชื่อว่ารัฐบาลต้องการให้ทำประชามติ หากต้องการให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกัน และยันต์กันผี ไม่ให้มีการแก้ไขโดยอ้างเสียงของประชาชนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550


