นักกฎหมายวิพากษ์ร่างพ.ร.บ.ภาษีมรดก แจงการเก็บภาษีย้อนหลังในกรณีนี้เป็นเรื่องปกติ เหตุป้องกันโยกย้ายทรัพย์สิน
แจงอัตราจัดเก็บไม่ควรสูงเกินไป หนุนประชาชนชนมีส่วนรับร่วมเสียภาษีทั่วถึง เตือนสารพัดช่องทางเลี่ยงภาษี เร่งรัฐอุดช่องโหว่
กรณีที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีมรดก โดยมีความคืบหน้า 3 ประเด็น คือ 1.จะส่งร่างเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ 2.อัตราการเก็บ จะเริ่มที่ 10% ของมรดกส่วนเกิน 50 ล้านบาท และผ่อนจ่ายได้ 2-3 ปีโดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.ผู้โอนทรัพย์มรดกก่อนภาษีบังคับใช้ 2 ปี และเจ้ามรดกยังไม่เสียชีวิต ผู้รับมรดกต้องเสียภาษี เพื่อป้องกันผู้จงใจเลี่ยงภาษีนั้น
เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเตรียมเก็บภาษีย้อนหลัง 2 ปีสำหรับผู้โอนทรัพย์ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ เพราะมีการตั้งคำถามว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัก ขัดหลักการหรือไม่
นักก.ม.ชี้เก็บย้อนหลัง 2 ปียังน้อย
ความเห็นของนักกฎหมายมีทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดย นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสังคม ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านภาษีมรดก จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเก็บภาษีย้อนหลังในกรณีนี้เป็นเรื่องปกติ การให้มรดกต่อลูกหลานหรือผู้รับมอบในช่วง 2 ปีนี้ ต้องนับเป็นมรดกปัจจุบัน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.มีการพูดถึงระยะเวลาการเสียชีวิตของเจ้ามรดก จึงต้องนำมาคิดรวม ซึ่งถ้าเป็นตามปกติที่ใช้กันในหลายประเทศแล้ว กฎหมายระบุว่าให้เก็บย้อนหลังถึง 5 ปีด้วยซ้ำ สำหรับร่างกฎหมายของประเทศไทยแค่ 2 ปี ถือว่าไม่มากเท่าไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการป้องกันการโยกย้ายทรัพย์สินเพื่อเลี่ยงภาษีใช่หรือไม่ นายวิริยะ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะกว่ากฎหมายจะออก ต้องใช้เวลานาน จึงให้มีผลบังคับย้อนหลังไป 2 ปี และในตอนนี้คนที่รู้ตัวกันแล้วว่าจะมีการกฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็จะไปยักย้ายถ่ายเท ทีนี้ถ้ามีบางคนมาตายในช่วง 2 ปีนี้ ก็จะโดนภาษีไปด้วย ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนที่มีการเสนอให้ผ่อนจ่ายได้นั้น นายวิริยะ กล่าวว่า ตามปกติภาษีสามารถผ่อนจ่ายได้อยู่แล้ว ภาษีทั่วไปถือว่าถ้ายังไม่มีเงินพอจ่าย ก็สามารถมาตกลงผ่อนจ่ายได้ เช่น ภาษีเงินได้ ผ่อนได้ 3 งวด ส่วนภาษีอื่นๆ ก็จะมีตัวกำหนดว่าต้องชำระภายในกี่เดือนกี่ปี ทั้งนี้เป็นการช่วยเหลือในกรณีผู้ที่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้เป็นการกดดันต้องขายทรัพย์สินมาจ่ายภาษีมรดก
"สปช.เสรี" บอกอัตราภาษีต้องไม่สูงเกิน
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อีกหนึ่งนักกฎหมาย กล่าวว่า เรื่องภาษีมรดกต้องดูที่หลักการว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลสังคม พัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนชนมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันโดยผ่านการเสียภาษีอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยอัตราที่เรียกเก็บนั้นต้องไม่มากเกินไป ซึ่งหากเป็นไปตามหลักการนี้ ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
ส่วนประเด็นที่ว่ากฎหมายฉบับนี้อาจมีผลบังคับย้อนหลังกับผู้ที่โอนมรดกช่วง 2 ปีก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้นั้น นายเสรี กล่าวว่า ต้องไปดูในรายละเอียด โดยอัตราที่เรียกเก็บต้องไม่กระทบกับทรัพย์สินที่เป็นมรดกที่มีอยู่เดิม ดังนั้นประเด็นสำคัญที่จะต้องบรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ต้องมีการกำหนดอัตราภาษีให้มีความชัดเจน เช่นเดียวกับหลักการเสียภาษีทั่วไปที่ผู้มีรายได้มากก็ต้องเสียภาษีมาก ส่วนผู้มีรายได้น้อยก็ต้องเสียภาษีน้อย ตรงนี้จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
ภาษีมรดกไม่กระทบธุรกิจอสังหาฯ
ด้านแหล่งข่าวจากที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง กล่าวว่า การที่จะบัญญัติให้กฎหมายมีผลย้อนหลังสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของภาษีมรดกคงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงสามารถทำได้ และไม่ถือว่าเป็นการเก็บย้อนหลัง กฎหมายยังคงบังคับใช้ไปข้างหน้า เพียงแต่ผลของกฎหมายครอบคลุมการโอนทรัพย์สินที่ผ่านมาช่วง 2 ปีก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับด้วย
อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษากฎหมายรายนี้บอกว่า การเก็บภาษีมรดกไม่ค่อยมีผลกระทบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากนัก กฎหมายที่ผู้ประกอบธุรกิจเซคเตอร์นี้จับตามอง จะเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่มากกว่า
เตือนสารพัดช่องทางเลี่ยงภาษี
"เรื่องภาษีมรดกตามที่เป็นข่าวว่าจะเก็บย้อนหลังกับการโอนมรดกก่อนกฎหมายมีผลบังคับ 2 ปี กรณีเจ้ามรดกยังไม่เสียชีวิตนั้น ต้องพิจารณาถ้อยคำในกฎหมายให้ดี แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นตัวร่าง จึงไม่ทราบว่าใช้ถ้อยคำอย่างไร เพราะเมื่อเจ้ามรดกยังไม่เสียชีวิต ทรัพย์สินที่โอนย่อมไม่ใช่มรดก การโอนระหว่างนี้จึงเป็นการโอนทั่วไป หรือการ 'รับให้' ทั่วไป ซึ่งหากกลัวจะถูกบังคับเก็บภาษีย้อนหลัง ก็ทำเป็นสัญญาซื้อขาย หรือมีวิธีเลี่ยงได้อีกหลายอย่าง"
นักกฎหมายคนเดียวกัน ยังบอกอีกว่า เท่าที่ศึกษาการเก็บภาษีมรดกไม่ค่อยมีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มรายได้ให้รัฐ เพราะมีช่องทางหลีกเลี่ยงภาษีได้ เช่น โอนทรัพย์สินไปต่างประเทศ ทำให้ประเทศที่เป็นศูนย์กลางการบริหารกองทุนทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ประโยชน์ไปแทน
หรือเจ้ามรดกอาจใช้วิธีตั้งทรัสต์ให้บุคคลอื่นบริหาร เพื่อมอบดอกผลให้กับทายาทของตนต่อไป ซึ่งวิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ และในประเทศไทยก็เริ่มมีคนทำบ้างแล้ว เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีมรดก อีกทั้งทายาทหากมีหลายคนก็ไม่ต้องแก่งแย่งกัน ไม่ต้องเสี่ยงกรณีทายาทบริหารไม่เป็นจนทรัพย์สินหมดสิ้นไปด้วย





