นักวิชาการสื่อระบุการพาดหัวข่าวสื่อ เป็นพื้นที่การแสดงสิทธิเสรีภาพตามวิชาชีพ เผยไม่เป็นการล่วงล้ำเกินเลยบุคคล
ผ.ศ. ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงกรณีนายกฯได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนต่อประเด็นการใช้คำ "พาดหัวข่าว" เพราะเห็นว่ามีบางคำที่สื่อไปในทางลบ เช่น "โว"-"ฟุ้ง"- "ปัด "- "ตีปี๊บ"- " ฮึ่ม " ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ว่า ถ้าสื่อไม่ได้เขียนไปในทางกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือดิสเครดิต โดยไม่มีหลักฐาน สื่อก็มีเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะเป็นพื้นที่ในการแสดงสิทธิเสรีภาพตามวิชาชีพ ตราบใดที่ไม่เป็นการล่วงล้ำเกินเลยบุคคลใดโดยไม่มีหลักฐาน
"ที่ผ่านมาก็เห็นนายกฯขอโน้นขอนี้มาเรื่อย ก็เข้าใจว่าท่านอยู่ในวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็เห็นว่าสื่อปรับใจอยู่แล้ว แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ไปตามปกติ สื่อต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ ทำหน้าที่ตรวจสอบ เรื่องพาดหัวข่าวเหล่านั้น เป็นพื้นที่สื่อที่ต้องใช้ลูกเล่น ซึ่งสื่อก็ต้องรักษาพื้นที่นี้เอาไว้ เพราะถึงอย่างไรสื่อก็อยู่ยาวกว่า คสช.แน่นอน สังคมนี้เป็นประชาธิปไตยมายาวนาน อาจมีบ้างที่ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทิศทางนี้ อีกทั้งหากสื่อไป ลบหลู่ ดูหมิ่น เสียดสี เหยียดหยามใคร โดยไม่มีหลักฐาน ก็ถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทอยู่แล้ว และยังมีประกาศ คสช. ฉบับ 103 ควบคุมสื่ออยู่ "
อย่างไรก็ตามอาจารย์ ท่านนี้ ได้ชี้ทางออกว่า ทั้งสื่อและรัฐบาลต้องพยายามปรับเข้าหากันทั้งคู่ ในส่วนของสื่อก็ต้องปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์แบบนี้ รัฐบาลมีสิทธิขอความร่วมมือจากสื่อ แต่ถ้าสื่อคิดว่าเป็น "มืออาชีพ " ก็ต้องรักษาพื้นที่ของตนเองไว้
ด้าน ดร. ดรุณี หิรัญรักษ์ ประธานศูนย์ศึกษาจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อ มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า การพาดหัวข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ มีสไตล์ รูปแบบ ที่ต่างกันไป สื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นแบบประชานิยม ซึ่งมีคนอ่านจำนวนมาก ก็จะใช้ "คำแรง " "คำหนัก" "คำเฉพาะ" ให้เห็นภาพเพื่อดึงดูดให้คนสะดุดสนใจซื้ออ่าน แต่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ เศรษฐกิจ จะใช้คำธรรมดา
" ท่านนายกฯจึงต้องเข้าใจว่า สื่อสิ่งพิมพ์ มีแต่ละประเภทต่างกันไป ทุกยุคทุกสมัยนักการเมืองก็ถูกหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวพาดพิงถึง แต่ท่านนายกฯ อยู่ในวงการทหาร อาจไม่คุ้นเคย เพราะทหารจะมีเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่เมื่อตอนนี้ท่านเข้ามาบริหารบ้านเมือง ก็ต้องเปิดกว้างรับว่า สื่อมีช่องทางในการเสนอที่ต่างกันไป อย่างไรก็ตามนายกฯ มีสิทธิขอความร่วมมือจากสื่อในเรื่องนี้ได้ เพราะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน สื่อเองก็ต้องไปดูว่า การพาดหัวข่าวในลักษณะใด ทำให้เกิดภาพติดลบต่อผู้นำประเทศหรือไม่ เพราะว่าการพาดหัวข่าวของสื่อที่เรียกร้องความสนใจให้คนอ่านั้น ต้องอยู่ในกรอบจรรยาบรรณของสื่อด้วย "
ส่วน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า การพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ตามสากลในต่างประเทศ จะพาดหัวข่าวตามข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น แต่การพาดหัวข่าวของสื่อในประเทศไทย จะมีการใช้ "อารมณ์" หรือ " แสดงความคิดเห็น" เข้าไปด้วยเพื่อดึงดูดให้คนอ่านหนังสือพิมพ์นั้นๆ บางฉบับพาดหัวแรง
อาจารย์ท่านนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพาดหัวข่าวว่า "โว" อาจหมายถึง คุยโม้โออวด , "ปัด " อาจทำให้เจ้าใจว่า ไม่รับผิดชอบ , "ฟุ้ง " เป็นการพูดมาก , "ตีปี๊บ " ไม่ได้ทำจริง ซึ่งคำเหล่านี้สื่อไปในทางลบได้
"กรณีนี้นายกฯแสดงความคิดเห็นว่ามีการพาดหัวข่าวที่แรงไปได้ เป็นการเจ๊ากันไป และขอความร่วมมือมายังสื่อได้เกี่ยวการใช้คำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับองค์กรสื่อนั้นๆว่าจะให้ความร่วมมือหรือไม่ แต่ถ้าหากสื่อใดไม่ให้ความร่วมมือ นายกฯไม่ควรจะใช้กฎหมายหรืออำนาจทางการเมืองเข้าบีบบังคับหรือการโทรศัพท์มาสั่งหรือใช้อำนาจอื่นใด เพราะจะเป็นการรุกล้ำเสรีภาพของสื่อ ต้องปล่อยให้สื่อควบคุมกันเอง"


