วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.งดภาษีนำเข้า-โควตา45ชาติพัฒนาน้อยที่สุด

ครม.อนุมัติยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตาให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 45 ประเทศทั่วโลก

ครม.อนุมัติยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตาให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 45 ประเทศทั่วโลก เพิ่มโอกาสขยายความร่วมมือทางการค้าในกลุ่มประเทศต่างๆมากขึ้น พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการให้สิทธิประโยชน์

ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมาว่าที่ประชุมฯเห็นชอบให้ประเทศไทยยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตา (DFQF) ให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งมีอยู่ 45 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 6,998 รายการ หรือคิดเป็น 73.21% ของรายการสินค้านำเข้าทั้งหมด ให้เป็นไปตามข้อตกลงของประเทศสมาชิก เมื่อครั้งประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก(ดับเบิ้ลยูทีโอ) เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกยกเลิกภาษีนำเข้า และโควตาสินค้าจากประเทศพัฒนาน้อยทุกรายการ เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางด้านการค้ากับประเทศสมาชิก

สำหรับรายการสินค้าทั้งหมดที่ได้อนุมัติครั้งนี้ เป็นสินค้าที่ไทยไม่กำหนดโควตาและเก็บภาษีนำเข้า โดยในปี 2556 ประเทศไทยได้นำเข้าสินค้าจากประเทศพัฒนาน้อยรวม 7,133ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และพม่า เป็นสินค้าเกษตร 1,220รายการ และสินค้าอุตสาหกรรม 5,771 รายการ ซึ่งการให้สิทธิดังกล่าว การให้สิทธินี้ จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยในการขยายความร่วมมือทางการค้าไปประเทศพัฒนาน้อย ที่ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และเอเชียใต้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของสินค้า โดยการให้สิทธิครั้งนี้มีระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ ปี 2558-2563

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันผลกระทบอันเนื่องจาก การให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยการยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตา เพื่อพิจารณาแนวทางการระงับสิทธิ การใช้มาตรการป้องกันภายใต้โครงการ การทบทวนมาตรการป้องกันผลกระทบ การทบทวนโครงการ และกำกับดูแลโครงการในภาพรวม พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กำหนดหลักเกณฑ์กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับโครงการ และให้การยกเว้นภาษีสินค้าดังกล่าว เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการแล้ว ก็ให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งข้อมูลไปยังองค์การการค้าโลกต่อไป