วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

คุก50ปี'เอ็ม แรมบ้า'ร่วมเมียข่มขืน-ถ่ายคลิปแบล็คเมล์สาว

คุก50ปี'เอ็ม แรมบ้า'ร่วมเมียข่มขืน-ถ่ายคลิปแบล็คเมล์สาว

พิพากษาอุทธรณ์ยืนคุก50ปี"สุรชัยหรือเอ็ม แรมบ้า"ร่วมเมีย ข่มขืน-ถ่ายคลิปแบล็คเมล์สาวออฟฟิศขณะที่เมียเจอคุก10ปี

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.4407/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรชัยหรือคณิศร วิวัฒนชาติหรือธนะชาติ อายุ 38 ปี ฉายาแรมบ้า หรือเอ็ม พญาไท และนางธนวรรณ หรือเดือนอุดมมีชัยหรือคล้ายแพร อายุ 47 ปี ภรรยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา , ความผิดต่อเสรีภาพ , หมิ่นประมาทผู้อื่น และพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ. 2490

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.52 บรรยายความผิดว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. - 10 ส.ค.51 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจ น.ส.แต้ม (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ผู้เสียหาย ให้จำยอมทำงานเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์เนชั่นแนล ดีเทคทีฟ ฯ ของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ยอมให้ผู้เสียหายลาออก และจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนมาเล็งขู่บังคับผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ได้พูดขู่เข็ญผู้เสียหาย ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย รวมทั้งยังได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งที่มีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยได้แอบถ่ายรูป และคลิปวีดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์และยังใช้กำลังหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายอีก ขณะเมื่อวันที่ 20 ส.ค.51 จำเลยทั้งสอง ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้เสียหาย ด้วยการกระจายภาพร่วมประเวณีดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง , แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง , แขวงและเขตสะพานสูง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ และแขวงใดไม่ปรากฏชัด เขตหลักสี่ กทม. , ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี, อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ต.สร้างถ่อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ขณะที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย

ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.56 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่งและวรรคสอง , มาตรา 309 วรรคแรก, มาตรา 310 วรรคแรก , มาตรา 326 , มาตรา 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรม รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 85 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 50 ปีและปรับ 2,000 บาท ขณะที่คำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเฉพาะโทษปรับ คงปรับเป็นเงิน 1,050 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิด ฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1ให้ จำคุก 10 ปี ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โดยระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยที่ 1 มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษานัดนี้อีก ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ก.ย.57 ศาลให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อให้มาฟังคำพิพากษา ในวันนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่เดินทางมา ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย

ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และข่มขืนโดยใช้อาวุธปืน หน่วงเหนี่ยวกักขัง จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจริง แต่ลักษณะยินยอมมีความสัมพันธ์พิเศษแบบคู่รักโดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนสนับสนุน ขณะที่ระยะเวลาล่วงเลยถึง 5 เดือนจึงมีการแจ้งความนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย ศาลเห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย เบิกความว่า จำเลยทั้งสอง ได้พาไปกินข้าวที่ร้านอาหาร ย่านเกษตร-นวมินทร์ หลังจากนั้นได้ผสมยานอนหลับในเครื่องดื่มจึงหมดสติ และมารู้สึกตัวอีกครั้งในสภาพเปลือย ภายในห้องนอนของจำเลยที่ 1จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เปิดคลิปวีดีโอขณะกระทำชำเราด้วยวิธีการวิปริตให้ดูพร้อมข่มขู่ หากแจ้งความจะนำภาพไปเผยแพร่ ซึ่งจำเลยที่ 1- 2 ยังได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้อาวุธปืนข่มขู่อีกหลายครั้ง ซึ่งแม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเบิกความเพียงปากเดียวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งด้วยวิธีวิปริตผิดปกติธรรมชาติและยังได้ถ่ายรูปและคลิปแบล็คเมล์ โดยผู้เสียหายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและยังไม่มีครอบครัว ดังนั้นเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องทำให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงจึงเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ไม่มีเหตุสงสัยได้ว่าเป็นการปรักปรำจำเลยให้รับโทษ

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมเนื่องจากเป็นคู่รักนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายอายุอ่อนกว่าจำเลยที่ 1 หลายปีและเพิ่งรู้จักกันหลังมาสมัครงานเพียงแค่ 10 วันเท่านั้น ประกอบจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นภรรยาอยู่แล้ว คำกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ขณะที่โจทก์ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและมารดาผู้เสียหาย ต่างเบิกความสนับสนุนสอดคล้องกันว่า ได้ถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราจริง โดยเฉพาะพยานปากที่เป็นมารดาเมื่อบุตรสาวถูกกระทำ นับว่าเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจคนเป็นมารดาไม่น้อย จึงไม่มีเหตุผลที่จะปรักปรำจำเลยให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล

และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ผู้เสียหายกับจำเลย มีความรักใคร่สนิทสนมกันนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ซึ่งผู้เสียหายเบิกความว่าถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพไปเผยแพร่ต่อบุคคลที่สาม จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมีอาวุธและมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจริงตามฟ้อง

สำหรับประเด็นอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่เคยเผยแพร่ ภาพถ่ายผู้เสียหายจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเคยขู่ว่าจะส่งภาพถ่ายให้กับบุคคลที่สามเพื่อทำให้รู้สึกอับอาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ส่งภาพผู้เสียหายให้กับเพื่อนและมารดาผู้เสียหายถึง 4 ครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ของกลาง ยืนยันว่าภาพถ่ายดังกล่าวส่งมาจากโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 1 จริง คำเบิกความของเจ้าพนักงานซึ่งกระทำไปตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าปรักปรำให้จำเลยทั้งสองต้องให้รับโทษ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ในความผิดฐานข่มขืนใจให้กระทำการใดฯ ตาม มาตรา 309 วรรคแรกนั้น พบว่าคดีขาดอายุความแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน

จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นฯ ตามม.309 วรรคแรก

นอกเหนือจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 50 ปีและปรับ 1,050 บาท และจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 โดยให้ออกหมายจับ จำเลยที่ 2 มารับโทษตามคำพิพากษาอุทธรณ์ต่อไป

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้ควบคุมตัวนายสุรชัย จำเลยที่ 1 ไปคุมขังยังเรือนจำต่อไป

ด้าน น.ส.รัศมี ไวยเนตร ทนายความผู้เสียหาย กล่าวว่า รู้สึกพอใจในคำพิพากษา ซึ่งถือว่าผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม โดยจำเลยถูกลงโทษเหมาะสมกับฐานความผิดที่ก่อขึ้นแล้ว ขณะที่ปัจจุบันผู้เสียหาย ได้กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมตามปกติ อย่างไรก็ตามคาดว่าฝ่ายจำเลยยังคงจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายฎีกาสู้คดีต่อไปอีก