เปิดตัว"สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป" จี้สปช. "ลดเหลื่อมล้ำ-เพิ่มอำนาจประชาชน" บรรจุตั้งสภาพลเมืองในรธน.ฉบับใหม่
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน มีงานแถลงข่าวเปิดตัว สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป(สชป.)จากการรวมตัวของประชาชน ภาคองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร กว่า 30 เครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง เครือข่ายจัดการที่ดินแนวใหม่แห่งชาติ เป็นต้น
นายชาติชาย เหลืองเจริญ ตัวแทนสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า สชป.เกิดจากกลุ่มคนที่ออกแบบกระบวนการทำงานจากล่างสู่บน เกิดจากการชักชวนผู้คนที่ทำงานรูปแบบเครือข่ายมารวมตัวกัน ที่ผ่านมาการบริหารประเทศใช้แบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมายาวนาน ที่ผ่านมามีแนวคิดการปฏิรูปและเกิดกระบวนการแก้ปัญหาต่อเนื่องจากภาคประชาคม และสังคม จนเกิดการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ปัญหายังแก้ไขไม่ได้ อาทิ เรื่องความแตกแยกของผู้คนในประเทศ เรื่องความเหลือมล้ำ ปัญหาความไม่เป็นธรรม การคอรัปชั่น จนมีการรัฐประหาร 2 ครั้งในช่วง 10 ปี
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า แม้ว่ามีข้อเสนอการปฏิรูปแต่ก็ไม่นำมาสู่ความเป็นจริง มีปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารประเทศ โดยจากสถานการณ์ของประเทศ เครือข่ายสชป. องค์เอกชน ภารธุรกิจ และกระแสสังคมอยากให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง จึงมีเครือข่ายต่างๆเกิดขึ้น ซึ่งมีกลไกย่อยพื้นที่ และมีการร่วมตัวกันเมื่อต้นปี 2557 มีการเคลื่อนการปฏิรูปจากฐานล่างอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสนอการปฏิรูปโครงสร้างการปกครอง ให้เป็นกลไกอำนาจที่ 4 หรือระบบประชาธิปไตยทางตรง ไปเสริมประชาธิปไตยทางอ้อมให้สมดุล จึงเกิดสภาพลเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เพื่อพัฒนา และถ่วงดุลอำนาจบริหารทุกภูมิภาค เพื่อให้การปฏิรูปฐานล่างส่งผลต่อนโยบายได้จริง
"เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโดย คสช. และเกิดสปช.เพื่อเป็นกลไกเข้าสู่ปฏิรูปประเทศรอบใหม่ ซึ่ง 30 องค์กรทั่วประเทศมีความเห็นว่า จะปฏิรูปประเทศไทยต้องลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชนได้ และระดมความคิดปฏิรูประเทศไทย ให้งานถูกส่งไปตามช่องทางต่างๆ มีความเป็นอิสระ เพื่อนำข้อเสนอไปแม้น้ำ 5 สาย โดยการปฏิรูปจากฐานล่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผลักดันข้อเสนอของประชาชนต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงสร้างกระบวนการขับเคลื่อนให้นำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง"นายชาติชาย กล่าว
จากนั้นมีการเสวนา หัวข้อ "จับชีพจรสถานการณ์ การปฏิรูปภาคประชาชน" โดยมีนายบำรุง คะโยธา ตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กูล ตัวแทนภาคเหนือ นายจำรูญ สวยดี ตัวแทนภาคตะวันออก นายไมตรี จงไกรจักร ตัวแทนภาคใต้ นายนิคม อู่อ่อน ตัวแทนภาคกลาง นายประยงค์ ดอกลำใย ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน นายศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการประสานงาน องค์กรพัฒนาเอกชน นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ สมัชชาองค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และนายพฤ โอโดเชา ตัวแทนชาติพันธุ์ เป็นคณะผู้ร่วมเสวนา
นายบำรุง กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่คสช. สปช. และผู้มีส่วนได้เสียลุกขึ้นมาเพื่อเสนอว่าจะปฏิรูปอะไร เช่น เกษตรกร ชาวไร ชาวนา เป็นเรื่องสำคัญ แต่สปช. 250 คน ตนไม่ได้ดูถูก แต่ 250 คนจะคิดไม่ถึงในเรื่องต่างๆ จึงต้องมีการเปิดเวทีให้พวกเราได้นำเสนอ เช่น เสนอว่าจำนำข้าวเจ๊งไปกว่า 7 แสนล้าน ถ้าเอางบประมาณเหล่านี้ไปทำการวิจัย เพื่อเพิ่มพลผลิต เพิ่มการตลาด แทนที่จะเอาเงินไปแจกทำไมไม่เอามาพัฒนา ส่วนเรื่องชุมชนจำทำย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็ง และปราบคอรัปชั่นได้ ต้องให้ชุมชนเข้าไปกำกับและตรวจสอบโดยสภาชุมุชน
นายจำรูญ กล่าวว่า มาวันนี้ตนตั้งใจมาบอกแม้น้ำ 5 สายว่า ขอจัดการตนเอง เพราะประชาชนรู้สึกว่า 30 ปีที่ผ่านมาที่ประกาศให้ภาคตะวันออกเป็นเขตพัฒนาเขตเศรฐกิจพิเศษ แต่ก็ไม่สุดตามคำโฆษณา วันนี้จะขอทวงคืนที่ให้ภาคตะวันออก จากที่ไม่เคยคำนึงว่าประชาชนชาวตะวันออกจะรู้สึกอย่างไร อยากขอเวลาและกำหนดอนาคตตัวเองจากแม่น้ำ 5 สาย 1.จะปฏิรูปจากพื้นที่ท้องถิ่น จะนำเรื่องทุกเรื่องแก้ไขด้วยตัวเอง แม่น้ำ 5 สายช่วยปลดล็อคอำนาจต่างๆทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุนให้ด้วย 2.จะปฏิรูปโดยคนตะวันออก ที่ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เรื่องทรัพยากร และสินทรัพย์ และ3.ต้องให้การปฏิรูปของภาคตะวันออกยืดเวลามากกว่าอีก 1 ปี โดยไม่ตามโร้ดแมพของคสช.
นายไมตรี กล่าวว่า เราจะกำหนดอนาคตภาคใต้สู่ความสุขแบบยั่งยืน จากแผนพัฒนาที่มาถล่มภาคใต้ ทั้ง อุตสาหกรม เคมึ ท่าเรือ ถูกจับกุม ถูกไล่รื้อ ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นช่วงนี้เชื่อว่าการปฏิรูปต้องเริ่มที่ภาคใต้ด้วย โดยให้คนภาคใต้มีความมั่นคงในชีวิต มีที่ดิน มีสิทธิในการจัดการที่ดิน และคนภาคใต้ต้องสร้างความมั่นคงทางอาการให้คนภาคใต้ให้ไดั จากทะเล ประมง ยางพารา และต้องสนับสนุนให้มีอำนาจที่ 4 จากประชาชน โดยกำหนดให้มีสภาพลเมืองในรัฐธรรมนูญด้วย ที่สำคัญจะกำหนดอนาคตของยาพาราด้วยตนเอง
นายนิคม กล่าวว่า ภาคกลางต้องปฏิรูปภาคประชาชนก่อน คือเรื่องทรัพยากรทางทะเล และอาหาร โดยภาคกลางจะรวบรวมประชาชนให้มีคุณภาพ และต้องมั่นคงและยั่งยืนให้ได้ แต่ตอนนี้สภาประชาชนยังขาดการสนับสนุนที่มั่นคงพอสมควร ถ้าประเทศเราขาดภาคกลางประเทศน่าจะอดเพราะเป็นแหล่งอาหารสำคัญ จึงจะทำอย่างไรให้ประชาชนออกมาปกป้องทรัพยากรนี้ให้ได้
นายประหยัด กล่าวว่า จุดยืนของภาคเหนือต้องมีส่วนร่วมของประชาชน เราจะไม่ปล่อยให้การปฏิรูปถูกผูกขาดจากรัฐฝ่ายเดียว โดยจะปฏิรูปจากสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง จากการมีสภาประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจ หรือจังหวัดจัดการตนเอง ทั้งหมดจะเป็นกลไกหนึ่งที่ต้องรัฐธรรมนูญต้องมีเรื่องนี้ อีกทั้งต้องปฏิรูปกฎหมายภาคประชาขนให้เกิดขึ้นให้ได้ ขณะเดียวกันต้องสร้างรูปธรรมที่เป็นทางออกของประเทศบนพื้นฐานให้ท้องถิ่นจากการตนเอง
ด้านประยงค์ กล่าวว่า การปฏิรูปที่ดินและทรัพยากรจะเกิดขึ้นได้ยากถ้าฝากความหวังแม่น้ำ 5 สาย คงยาก เพราะแม่น้ำสายหนึ่งก็ไม่ยอมแสดงบัญชีทรัพย์สิน ทำให้ไม่รู้ว่าแต่ละคนมีที่ดินจำนวนเท่าใด ข้อเรียกร้องแรกถ้าจะแสดงความจริงใจต้องยกเลิกแผนแม่บท และยกเลิกคำสั่งคสช.ฉบับที่ 64 และฉบับที่ 66 ถ้าจะแสดงความจริงใจในการปฏิรูปที่ดิน และถ้าไม่มีการกระจายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ คนจนก็จะไม่เข้าถึงที่อยู่ ทำให้ขณะนี้มีคนจนก็ต้องเข้าไปอยู่ในที่ดินของรัฐ 15 ล้านคน ทั้งนี้ แนวคิดสิทธิต้องไม่ล้าหลังกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 กับ 2550 อย่างน้อยต้องมีสิทธิการชุมนุม และสิทธิในการเสนอกฎหมายต้องมากกว่าเดิม
ขณะที่นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การปฏิรูปของสปช.ขณะนี้ ตนเห็นว่าการปฏิรูปครั้งนี้จำเป็นต้องปฏิรูปถึงรากเหง้าของปัญหา ซึ่งเรื่องพลังงานก็มีการผูกขาดมากที่สุด ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งกิจการเหล่านี้ต้องทำให้โปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง
ส่วนนายภาคภูมิ กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายตั้งสติก่อนปฏิรูป และฝ่ายรัฐต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนเรื่องเสรีภาพ และสิทธิการมีส่วนร่วมเพราะประเทศไทยเป็นของทุกคนไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ต้องเข้ามากำหนดอนาคตประเทศไทย เพราะฉะนั้นกฎอัยการศึกต้องไม่ใช้ เพราะเสรีภาพต้องชัดเจน ซึ่งการมาครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากประชาชนแล้ว ทั้งนี้ หากอะไรเป็นการพัฒนาระยะยาวของประเทศต้องมีการต้องชะลอ เช่น เรื่อง ที่ดินป่าไม้ หรือเรื่องสัมปทานปิโตรเลีม อยากให้รอการปฏิรูปก่อน รัฐบาลต้องไม่ตัดสินใจ ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง
นายพฤ กล่าวว่า บ้านตนยังมีคนอยู่กับป่ากับเขาอยู่ แต่พวกตนกลับไม่ถูกยอมรับเป็นกฎหมายว่าอยู่ในประเทศไทย ถูกเรียกว่าชาวเขาไม่ใช่ชาวเรา รัฐธรรมนูญน่าจะระบุไว้ว่ามีชนเผ่าพื้นเมืองท้องถิ่นดั้งเดิม แต่ที่ผ่านมากฎหมายมาชะล้างเหมือนสีชึนามิแต่กลับไม่เข้าใจมิติของคน
ต่อมานายจินดา บุญจันทร์ และนางลาวัลย์ งามชื่น ตัวแทนเครือข่ายสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ตอนหนึ่งว่า สชป.จะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์กรภาคประชาชนทุกส่วน เพื่อระดมความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ และการจะดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นอิสระ รวมถึงการใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ด้วยการกำหนดให้มีสภาพลเมืองเป็นอำนาจที่สี่ เพื่อกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนไทยทุกคนตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศได้อย่างหลากหลายช่องทาง และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่มาจากการระดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน โดยวันที่ 24 พ.ย.นี้จะมีการประชุมครั้งแรกของสชป. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่จะมีการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติทำหน้าที่ดังกล่าว ทางสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป เห็นถึงสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองไทย ที่จะเข้าไปขับเคลื่อนประชาชนให้มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปในครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน โดยการเปิดตัวครั้งนี้ เพื่อแสดงเจตนารมย์และแนวทางสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ร่วมกัน





