(รายงาน) 4พ.ย.นับหนึ่งปฏิรูป-ทำกติกาประเทศ จับตาแนวคิดรัฐราชการครอบรธน.
ภายในวันอังคารที่ 4 พ.ย.นี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) รวม 36 คน เพื่อเดินหน้าเขียนกติกาประเทศฉบับใหม่
เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 20 ภายในปลายปี 2558 ซึ่งหลายคนหวังใจว่าจะไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก
สำหรับ กมธ.ยกร่าง รธน.มีทั้งสิ้น 36 คน ขณะนี้มีการเสนอชื่อจากการคัดสรรของ สปช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กระทั่งเห็นหน้าเห็นตากันแล้ว 25 คน ยังเหลืออีก 11 คนที่รอการเสนอชื่อจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดยตำแหน่งประธาน กมธ.ยกร่าง รธน. จะเป็นการเสนอชื่อโดยตรงจาก คสช. ซึ่งมีการคาดหมายกันว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นประธานคงเป็นใครไปมิได้ นอกจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1
หากโฟกัสเฉพาะภารกิจการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบ่งชี้อนาคตการเมืองไทยว่าด้วยการเลือกตั้งครั้งใหม่ด้วย ต้องบอกว่า 2 องค์กร หรือแม่น้ำ 2 สายที่มีบทบาทมากที่สุด หนีไม่พ้น สปช. กับ กมธ.ยกร่าง รธน.
จะบอกว่า 2 องค์กรนี้เป็น “คู่หู-ดูโอ” สำหรับการเขียนกติกาประเทศภายในอีกไม่กี่ร้อยวันข้างหน้าก็คงไม่ผิด
หากพิจารณาความเกี่ยวพันกันของทั้ง 2 องค์กร ต้องบอกว่าเกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่น และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในการทำภารกิจสำคัญของชาติอย่างแท้จริง กล่าวคือ
1.สปช.มีหน้าที่เสนอรายชื่อ กมธ.ยกร่าง รธน.จำนวน 20 คน ซึ่งนับว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของ กมธ.ยกร่างฯ จำนวน 36 คน
2.ประธาน สปช.มีหน้าที่แต่งตั้ง กมธ.ยกร่าง รธน.ทั้งคณะ จำนวน 36 คน ประกอบด้วย ประธาน กมธ.ตามที่ คสช.เสนอ 1 คน, สปช.เสนอจำนวน 20 คน, สนช.เสนอ 5 คน, ครม.กับ คสช.เสนออีกฝ่ายละ 5 คน
3.สปช.มีหน้าที่เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.เพื่อประโยชน์ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สปช.ครั้งแรก
4.สปช.มีหน้าที่พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ยกร่าง รธน.จัดทำขึ้น โดยในชั้นแรกหลังจากรับร่างรัฐธรรมนูญจาก กมธ.ยกร่าง รธน. สมาชิกสปช.อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ภายใน 30 วัน
ในขั้นตอนนี้ กมธ.ยกร่าง รธน.ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ ครม. และ คสช.ด้วย และทั้งสององค์กรมีอำนาจหน้าที่เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ในกรอบเวลาเดียวกัน
ต่อมาเมื่อ กมธ.ยกร่าง รธน.ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญตามคำขอแก้ไขแล้ว ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อ สปช.พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดย สปช.ต้องมีมติภายใน 15 วัน
ขั้นตอนนี้ สปช.จะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญมิได้
กรณี สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธาน สปช.นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 30 วันนับแต่วันที่ สปช.มีมติ
กรณีที่ สปช.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สปช.ไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จะมีผลให้ สปช.และ กมธ.ยกร่าง รธน.เป็นอันสิ้นสุดลง
จากนั้นให้มีการดำเนินการแต่งตั้ง สปช.และ กมธ.ยกร่าง รธน.ชุดใหม่
ขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 319 วัน หรืออีกไม่ถึง 1 ปีนับจากนี้
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ สปช.เริ่มประชุมและทำงานกันมาได้ราวๆ 1 สัปดาห์ ประกอบกับโฉมหน้าของ กมธ.ยกร่าง รธน.บางส่วนที่เปิดชื่อเปิดตัวกันออกมาแล้ว ก็เริ่มมีเสียงวิจารณ์และแสดงความเป็นห่วง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “จุดอ่อน” ของทั้ง สปช.และ กมธ.ยกร่าง รธน.ที่ทั้งสององค์กรพึงระวัง ดังนี้
1.กรอบเวลาที่ สปช.ต้องเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.ครั้งแรก ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สปช.ครั้งแรก หลายคนมองว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป จึงเกรงว่าอาจไม่ได้เปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ดี มีหลายเสียงใน สปช.แย้งว่าหลังจาก 60 วันไปแล้ว ยังมีกรอบเวลาอีก 120 วันซึ่งเป็นช่วงที่ กมธ.ยกร่าง รธน.จะประชุมกันเพื่อเขียนบทบัญญัติมาตราต่างๆ โดยห้วงเวลาดังกล่าวน่าจะเพียงพอสำหรับการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง
2.องค์ประกอบของ กมธ.ยกร่าง รธน. 25 คนแรกที่ได้รับเลือกและเสนอชื่อจาก สปช.และ สนช. ปรากฏว่ามีตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สถาบันพระปกเกล้า อดีตข้าราชการทหาร รวมแล้วเกือบ 10 คน ซึ่งนับเป็นกลุ่มก้อนใหญ่พอสมควรใน กมธ.ยกร่าง รธน. ยังไม่นับ กมธ.อีก 11 คนที่จะได้รับการเสนอชื่อจาก ครม. และ คสช. ซึ่งอาจเป็นบุคคลในแวดวงเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันอีก
องค์ประกอบดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่ากติกาใหม่ของประเทศจะถูกครอบงำด้วยความคิดในแบบราชการ อาจเป็นรัฐธรรมนูญแบบ “รัฐราชการ” ตามที่ คสช.เองก็เคยกำหนดกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ด้วย
3.ท่าทีของ สปช.และ สนช.ที่ปิดกั้น “คนนอกสภา” ไม่ให้เข้าร่วมในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบกับคนจากฝ่ายการเมืองถูกล็อคด้วยคุณสมบัติต้องห้ามในรัฐธรรมนูญชั่วคราว จึงทำให้มีความกังวลว่ากระบวนการทำงาน ตลอดจนผลผลิตที่จะออกมาเป็นกติกาใหม่ของประเทศ จะเป็นกติกาของคนฝ่ายเดียว หรือมีคนกลุ่มเดียวที่เห็นดีเห็นงาม
ขณะที่อีกฝ่ายก็รอโอกาสเข้ามามีอำนาจในการแก้ไขหรือล้มกติกานั้น ทำให้เป็นกติกาที่ไม่ยั่งยืน
4.พิจารณาจากบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็น กมธ.ยกร่าง รธน. มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการเขียนกติกาขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นกลุ่มการเมืองบางกลุ่มไม่ให้เข้ามามีปัญหา ซึ่งหากเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นจริง ก็จะมีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีความพยายามจากบางฝ่ายในการแก้ไขตลอดเวลา
5.กรอบเวลารวมของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เอื้อต่อการเปิดเวทีรับฟังความเห็นที่แตกต่างในระดับชุมชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเสริมประการสำคัญในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจริงในบ้านเมือง
ฉะนั้นจากปัญหา 5 ข้อที่สรุปมา หาก สปช.และ กมธ.ยกร่าง รธน.ไม่ช่วยกัน “ปิดจุดอ่อน” ก็มีโอกาสสูงที่เราจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเดิมๆ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยน


