เหตุกราดยิงชาวบ้านที่เทพา ตายเพิ่มอีก 1 ราย รวมเสียชีวิต 4 บาดเจ็บ 7 ด้านกอ.รมน.ภาค 4 สั่งเพิ่มความระมัดระวัง
ขณะตำรวจสงขลา ตั้ง 4 ทีมสืบสวนเร่งหาเบาะแส พบภาพจากกล้องวงจรปิด เตรียมนำไปเปรียบเทียบข้อมูลจากพยาน คาดสาเหตุเกิดจากการคุมตัว 7 ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง
กรณีเกิดเหตุคนร้าย 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ พร้อมใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 กราดยิงประชาชน บริเวณหน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 8 บ้านหนองสาหร่าย ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา
ล่าสุด เช้าวานนี้ (2 พ.ย.) ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า พล.ต.ปราการ ชลยุทธ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยเป้าหมายอ่อนแอ โดยเฉพาะชุมชนไทยพุทธให้มากขึ้น พร้อมกำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐาน โดยใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด รวมทั้งขอความร่วมมือภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัย และแจ้งเบาะแสคนร้าย โดยให้โทรสายด่วนหมายเลข 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แสดงความเสียใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังครอบครัวและญาติของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จากการกระทำของกลุ่มขบวนการที่มีพฤติกรรมโหดร้าย ป่าเถื่อน และไร้มนุษยธรรม พร้อมได้สั่งกำชับให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งคลี่คลายคดีและให้หามาตรการดูแลความปลอดภัยให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้พฤติกรรมของกลุ่มขบวนการ และองค์กรเครือข่ายกว่า 10 ปีที่ผ่านมา คือการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่จากสถานการณ์ที่ทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้ตกเป็นเหยื่อ สร้างความหวาดระแวง และความเกลียดชัง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรียกร้อง เป็นการกระทำของพวกนอกศาสนา และสมควรได้รับการประณามอย่างกว้างขวาง เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และเครือข่ายองค์กรที่เคลื่อนไหว เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับคนในพื้นที่และร่วมกันประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว
ชาวเทพาตายเพิ่มอีก1รวม4ศพเจ็บ7
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย คือ นายสุกิจ จันทรัตน์ รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 คน ส่วนผู้บาดเจ็บมี 7 คน สาหัส 3 คน ประกอบด้วย นายอุทัย กิ้มเส้ง และนายถวิล เพชรจำรัส ถูกส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลา ส่วนนายวิมล จันทร์แก้ว ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ และผู้บาดเจ็บที่เหลืออีก 4 คน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ประกอบด้วย นายเอกพล เพชรจำรัส นายจิรศักดิ์ ไชยศรี นางอารมณ์ จันทรัตน์ และด.ญ.ศิริวรรณ จันทรัตน์
ตร.ชี้คุม7ผู้ต้องสงสัยอาจเป็นเหตุจูงใจ
พล.ต.ต.อนุรุต กฤษณะการะเกตุ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.) กล่าวถึงด้านคดีว่า ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา(ผบก.ภ.จว.สงขลา) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สอบสวน โดยการตรวจสอบวัตถุพยานที่เป็นใบปลิว เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลุ่มใด แต่เชื่อว่าการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง 7 คน ก่อนหน้านี้เป็นเหตุจูงใจให้ก่อคดีในครั้งนี้
ทางการเร่งเยียวยาญาติ-ผู้บาดเจ็บ
ขณะที่ นายปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าฯ สงขลา และนายชัยวัฒน์ ศิรินุพงษ์ รองผู้ว่าฯ สงขลา ไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 7 ราย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่ผู้บาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ จากนั้นจะไปเยี่ยมญาติของผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย พร้อมรับปากจะดูแลให้ทุกคนได้รับเงินเยียวยาอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะครอบครัว "จันทรัตน์" ที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวถึง 3 รายและบาดเจ็บอีก 2 ราย
รองผู้ว่าฯสงขลา กล่าวยืนยันว่า ที่ผ่านมาได้มีการเฝ้าระวังเหตุการณ์มาโดยตลอด และมีการปรับแผนเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางฝ่ายความมั่นคงในพื้น แต่เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สุดวิสัย ซึ่งหลังจากนี้อาจต้องบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนไทยพุทธในพื้นที่ 4 อำเภอรอยต่อสงขลา
ส่วนกรณีใบปลิวที่คนร้ายทิ้งไว้ นายชัยวัฒน์ เชื่อว่า เป็นเพียงข้ออ้างที่ต้องการแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีการดำเนินมาตรการที่ผิดพลาด จึงต้องก่อเหตุเพื่อเอาคืน โดยมุ่งร้ายกับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพียงเพื่อลดความกดดันและแก้ตัวต่อสังคมว่าสิ่งที่กระทำนั้นได้รับความชอบธรรม
ตั้ง4ทีมออกสืบหาเบาะแส
วันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.อำพล บัวรับพร รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง พร้อมตั้งชุดทำงานขึ้นมา 4 ชุดทั้งชุดสืบสวนภาค 9 ชุดสืบสวนภูธร จ.สงขลา ชุดสืบสวน สภ.ห้วยปลิง และชุดสืบสวนหน่วยเฉพาะกิจ ตชด.43 เพื่อเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งภาพวงจรปิดและพยานแวดล้อมจากชาวบ้านในพื้นที่ ในการแกะรอยติดตามคนร้าย ตามเส้นทางที่ใช้หลบหนี ซึ่งจากเบาะแส พบว่า ใช้เส้นทางปากบาง-เทพา หลบหนี โดยคนร้ายมีด้วยกันสี่คนใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน
ชรบ.ยิงโต้-แต่ไร้เงาคนเจ็บเข้ารักษาตัว
ผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม16 ของคนร้ายจำนวน 28 ปลอก เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 สงขลา จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานและนำไปเปรียบเทียบว่า ร่องรอยของปลอกกระสุนตรงกับคดีใดบ้าง เพื่อหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ รวมทั้งตรวจหาดีเอ็นจากทั้งปลอกกระสุนปืนและใบปลิวทั้ง 8 ใบ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด.38 จำนวน 3 ปลอก เศษกระสุน 1 ลูก และปลอกปืนลูกซอง 1 ปลอก ซึ่งเป็นของอาสาสมัครชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.)ที่ยิงตอบโต้คนร้าย และอาจได้รับบาดเจ็บ แต่หลังตรวจสอบโรงพยาบาลต่างๆ แล้วยังไม่พบว่า มีผู้ถูกยิงเข้ารักษาตัว
พบวงจรปิดบันทึกวินาทีก่อเหตุ
ส่วนในการประชุมทีมสืบสวน มีการมอบหมายการติตตามคนร้าย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายใช้ก่อเหตุและหลบหนี สามารถบันทึกภาพรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ 2 คัน คันหนึ่งเป็นรถฮอนด้าเวฟ อีก 1 คัน ยังไม่ทราบยี่ห้อ ซึ่งภาพที่บันทึกจะนำไปตรวจสอบหาความเกี่ยวโยงกับคดีที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะที่มีการสอบพยานที่เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุไปแล้วหลายปาก ข้อมูลที่ได้มีทั้งรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมกับไล่ตรวจสอบว่ามีการบันทึกภาพคนร้าย มีรายละเอียดใดบ้าง เช่น ยี่ห้อ สี ทะเบียน เพราะในรัศมี 1 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด ก็ต้องไปไล่ดูในเส้นทางที่คนร้ายหลบหนีตามพยานให้การ
พ.ต.อ.อำพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือระบุกลุ่มคนร้ายได้ แต่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ และต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านหวาดกลัว และต้องการให้เชื่อว่า เป็นการแก้แค้นให้เหยื่อที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงผิดตัวที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา
คาดคนร้ายเคลื่อนไหวเทพา-โคกโพธิ์
มีรายงานจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่จ.สงขลา ว่า กลุ่มคนร้ายทั้งสี่คนเป็นวัยรุ่น ซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวร่วมที่เคลื่อนไหวปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.เทพา จ.สงขลา กับอ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเทียบเคียงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย จากคำให้การของพยานแวดล้อมที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ว่ามีลักษณะตรงกับบัญชีแนวร่วมคนใดหรือกลุ่มใด เพื่อนำไปสู่การหาเป้าหมายของคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ชรบ.เล่านาทีเฉียดตายระบุมียิงโต้
ด้านนายอาทิตย์ มณีปรีชา อายุ 50 ปี ชรบ.ต.ท่าม่วง อ.เทพา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตและอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีชาวบ้านทั้งชายและหญิงประมาณ 10 คน นั่งพูดคุยเพื่อเตรียมทำของหวานไปทำบุญที่วัดคลองเปล ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ยิงเข้าใส่กลุ่มของตนที่นั่งตั้งวงดื่มสุราอยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าร้านขายของชำ ทีแรกคิดว่าเป็นการจุดประทัด แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านกระเด็นล้มลงและบาดเจ็บจึงรู้ว่าถูกยิง และคนร้ายยังยิงซ้ำอีกชุด
"หลังจากที่ผมหมอบแล้ว ก็ยิงตอบโต้ไปสองนัด คนร้ายจึงหลบหนีไป ก่อนที่จะช่วยกันนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล เหตุครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านขวัญเสียมาก เพราะถือเป็นครั้งที่สอง" นายอาทิตย์กล่าว
ด้านนายสุกิจ จันทรัตน์ อายุ 37 ปี เล่าว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก โดยขณะนั่งสังสรรค์เนื่องเป็นวันพิเศษของครอบครัว กระทั่งช่วงพลบค่ำมีรถจักรยานยนต์ 2 คนมาจอดริมถนน แต่ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าเป็นวัยรุ่น แต่าจังหวะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงปืนถูกยิงกราดเข้ามา จนทุกคนต่างวิ่งหลบกระสุนเอาชีวิตรอด เมื่อเสียงปืนสงบและเงยหน้าขึ้นมา ภาพแรกที่เห็นคือ พ่อ น้าชายและพี่เขย ต่างนอนแน่นิ่งจมกองเลือดสิ้นใจทันที
ส่วนบุตรสาว วัย 10 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากช่วงที่เกิดเหตุเป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกสาวออกไปซื้อขนม ทำให้ไม่ได้อยู่ในจุดที่คนร้ายกราดกระสุนเข้ามาในกลุ่มครอบครัว ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ส่วนอาการบาดเจ็บของลูกสาว แพทย์ระบุว่า มีบาดแผลที่หัวเข่าซ้ายอาการบาดเจ็บไม่มากนัก
ทั้งนี้ในส่วนของการเยียวยานั้นในเบื้องต้นทางศูนย์ปฏิบัติการเยี่ยมยา จ.สงขลา จะมอบเงินให้ผู้เสียชีวิต รายละ 5 แสนบาท บาดเจ็บสาหัส 5 หมื่นบาท บาดเจ็บที่มีอาการไม่หนักมาก 3 หมื่นบาท และบาดเจ็บเล็กน้อย 1 หมื่นบาท


