"พล.อ.ประยุทธ์"นายกฯ สั่งสปช.หารือสัมปทานพลังงานภายใน 2 เดือน ลั่นรัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามมติสปช.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงประเด็นต่างๆให้ คณะรัฐมนตรี มีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นไปตามความห่วงใยของประชาชน แต่การปรับราคาพลังงานที่จะให้เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น ได้มีการสั่งการไปแล้วว่าหากราคาพลังงานในตลาดโลกลดลงก็ต้องลดในส่วนนี้ลงไป แต่จะรีบดำเนินการไม่ได้เพราะแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแต่จะขึ้นไปอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ แต่ขอให้สบายใจ เพราะเรื่องการเปิดสำรวจพื้นที่พลังงาน 29 แปลง หรือราคาน้ำ รวมถึงการปรับโครงสร้าง ตนได้สั่งการให้นำไปหารือในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ซึ่งน.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เป็นสปช.อยู่ จะได้ข้อสรุปออกมา และรัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามมติต่างๆที่ออกมา ทั้งนี้เวลาในการแจ้งความต้องการที่จะมาสำรวจพลังงานมี 4 เดือน คณะกรรมการก็จะต้องประชุมว่าจะให้สัมปทานหรือไม่ ถือเป็นการทำงานคู่ขนานกันไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สัมปทานทั้ง 29 แปลง เป็นการเอาสัมปทานเก่าที่กำลังหมดอายุมาเปิดใหม่ และจะตีกรอบใหม่ให้ดูดีขึ้นเปิดการสำรวจให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามา โดยมีกติกาไทยแลนด์สามบวกเพิ่มการดูแลท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าพื้นที่พลังงานขณะนี้ยังมีอยู่แต่ส่วนที่หมดไปก็ต้องต่อ เพราะหากพื้นที่พลังงานที่มีอยู่ในตอนนี้หมดไปแล้วไม่ต่อสัมปทานใหม่จะทำอย่างไร เพื่อให้เรามีพลังงานต่อไปอีก 14 ปี ต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะเขาต้องใช้เวลาในการสำรวจพื้นที่พลังงาน 7 ปี และดำเนินการอีก 1 ปี ซึ่งวันนี้เลยเวลาดังกล่าวมา 2 ปีแล้ว จึงต้องหามาทดแทน แต่การเปิดสัมปทานหรือไม่นั้นต้องดูว่าเขาสนใจแค่ไหนด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพูดคุยเรื่องพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านว่า รัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย100 เปอร์เซ็น แต่การทำงานร่วมกับใครต้องมีสัดส่วนผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน เราคงไม่เอาแผ่นดินนี้ไปขายให้กับใคร เมื่อรัฐบาลเข้ามาอย่างนี้ก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใสที่สุด และยืนยันว่าทั้ง 29 แปลง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน แต่อยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิ์ได้ทั้งหมด ส่วนในพื้นที่การท่องเที่ยวที่จะมีผลกระทบก็ได้กันออกไปแล้ว นอกจากนี้ยังต้องไปดูแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต้องคงต้องมีการคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผยเมื่อตนไปเยือนอีกครั้งหนึ่ง เป็นการพูดคุยระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร และหาทางว่าจะทำอย่างไรเมื่อยังไม่มีการปักปันเขตแดน และในขณะนี้ที่มีข้อตกลงว่าพื้นที่เขตแดนจะเป็นพื้นที่ร่วมมือมือด้านเศรษฐกิจ หากไม่เอาเรื่องเขตแดนมาพูดคุยกันได้หรือไม่ และจะแบ่งสันปันส่วนได้ดีตามข้อตกลงเดิมๆได้หรือไม่
อาทิเช่น ทางทะเลที่มีเอ็มโอยู44 ก็นำมาดูว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร หากประชาชนไว้ใจตนก็ต้องเชื่อว่าตนตั้งใจดีทุกอย่าง และเชื่อว่าข้าราชการทุกกระทรวงก็ไม่หลอกลวง จึงอย่ากังวลว่าการเดินทางไปต่างประเทศของตนจะไปตกลงอะไรกับใคร





