"บัณฑูร-ทิชา-มานิจ-สารี-เกริกไกร-ถวิลวดี-ประชา-เชิดชัย-จุมพล"จ่อนั่งกมธ.ยกร่าง สกัด"คนนอก"ร่างรธน.
มติสปช. 175 ต่อ 39 เสียง หักมติวิปที่เปิดทางให้ "5 คนนอก" ร่วมทีมยกร่างรธน. หลังสมาชิกหลายคนอภิปรายรุมค้านหวั่นกระทบกระบวนการยกร่างรธน.เหตุคนนอกไม่เชื่อมโยงเสียงสปช. ด้าน "บวรศักดิ์" แจงหวังดึงคู่ขัดแย้ง "ปชป.-พท.-ชทพ.-กปปส.-นปช." ร่วมวงปฏิรูป เผย "สมเจตน์-ภัทรศักดิ์-กาญจนารัตน์-ชูเกียรติ" ติดโผกมธ.รธน.โควตา สนช. "จ่าประสิทธิ์" รับสารภาพหมิ่นเบื้องสูง ศาลนัดพิพากษา 3 ธ.ค.
ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นอกรอบ เพื่อพิจารณาแนวทางการสรรหากรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.) ชั่วคราว โดยที่ประชุมมีมติเลือกนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ว่าที่ประธานสปช. ทำหน้าที่ประธานเฉพาะคราว
จากนั้นนายเทียนฉาย ได้ให้นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. ในฐานะเลขานุการวิปสปช. รายงานผลการประชุมวิปว่า ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดแนวทางในการสรรหาผู้มีคุณสมบัติสมควรเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 20 คน โดยมีแนวทางคือ 1.คุณสมบัติต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557, ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องสมัครใจในการได้รับการเสนอชื่อ และสัดส่วนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ของสปช. จำนวน 20 คน จะแบ่งเป็นมาจากการสรรหาจากสมาชิก สปช.15 คน โดยการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมไม่มีลักษณะต้องห้ามจากกลุ่มต่างๆ รวม 11 กลุ่มๆ ละ 1 คน และ 4 ภาคๆ ละ 1 คน ทั้งนี้ในกลุ่มและภาคอาจจะไม่เสนอชื่อบุคคลใดก็ได้และไม่ตัดสิทธิ์ สปช. ที่ต้องการสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และมาจากบุคคลภายนอกที่เหมาะสมและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามอีก 5 คน โดยให้วิปสปช.เป็นผู้สรรหา ก่อนให้ที่ประชุมสปช.ลงมติ
สมาชิกสปช.ค้านมติวิปดึงคนนอกร่างรธน.
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนยุติธรรม อภิปรายคัดค้านว่า การให้สัดส่วนบุคคลภายนอกร่วมเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สภาสปช. ต้องร่วมรับผิดชอบ ตั้งแต่การเสนอแนะข้อมูลต่อกมธ.ยกร่างฯ การให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ดังนั้นหากสปช. สรรหาบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่สมาชิก สปช. ให้เข้ามาทำหน้าที่อาจจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมโยงและทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ตรงกับแนวคิด สปช. ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปและแก้ปัญหาของประเทศได้ จนส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.
"หากพิจารณาความรับผิดชอบของสปช กับจำนวนสมาชิกสปช. จะพบว่าหากให้สัดส่วนจากสภา สปช. เพียง 15 คน จะทำให้มีสัดส่วนจากบุคคลภายนอก คือ สปช. คณะรัฐมนตรี, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อย่างละ 5 คน รวมเป็น 20 คน จะทำให้ไม่มีความเชื่อมโยงกับสปช. เพราะเสียงอยู่นอกสภา สปช.หมดแล้ว โอกาสที่จะไม่เป็นไปตามความเห็น สปช.เป็นไปได้สูง อีกทั้งคนภายนอกเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร หากไปยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกับแนวคิดสปช. อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา สปช.ได้ อย่าคิดว่า สปช.ที่อยากทำหน้าที่ต่อก็ให้ความเห็นชอบไป แต่ผมเชื่อว่าสปช.ต้องมีความรับผิดชอบ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ตรงกับการปฏิรูป ไม่เข้าท่า หรือไปรับรองแนวคิดทางการเมืองของคนบางกลุ่มที่หาประโยชน์ ไม่แก้ปัญหาซื้อสิทธิ์ ขายเสียง เขาจะลงมติไม่เห็นชอบได้"
"ไพบูลย์"หวั่น15สปช.เป็นเสียงข้างน้อยในกมธ.
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช.ด้านการเมือง อภิปรายคัดค้านเช่นกันว่า สปช.ถือเป็นบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกมาตามกระบวนการและถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ความหลากหลายอย่างครบถ้วน ดังนั้นหากจำกัดให้ สปช. เข้าไปเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพียง 15 คน อาจเป็นเสียงข้างน้อยของ กมธ.ยกร่างฯ ทั้งหมดได้
นอกจากนั้นหากที่ประชุมเห็นว่าให้มีสัดส่วนคนนอก 5 คน โดยให้วิปสปช.ชั่วคราวไปดำเนินการสรรหา อาจเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมครหา เพราะนับจากวันที่ 27 ต.ค. เหลือเวลาเพียง 7 วันที่ต้องส่งรายชื่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทูลเกล้าฯ อาจถูกมองว่าเป็นการสรรหาที่เอื้อให้กับพรรคพวกได้ และสปช.จะเสียเวลาตอบคำถามดังกล่าวแทนจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นกรณีที่จะเลือกคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้ามายกร่างฯ อาจทำให้คู่ขัดแย้งตรงข้ามไม่เห็นด้วย และเกิดความขัดแย้งได้
"บวรศักดิ์"แจงเหตุผลดึงคนนอกร่วมร่างรธน.
ต่อมาในช่วงบ่าย สปช.ได้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองประธานสปช.คนที่ 1 ในฐานะรองประธานวิปสปช. ชี้แจงถึงเหตุผลที่เสนอให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เพื่อเปิดกว้างให้พรรคการเมืองที่ไม่มีตัวแทนของพรรคเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูป ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคเพื่อไทย(พท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) รวมถึงคู่ขัดแย้ง ได้แก่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้สังคมมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงเอกสารที่ถูกตราว่าเป็นกติกาของผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งเพื่อต้องการยุติความขัดแย้งที่สั่งสมมาหลายสิบปี จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้ขัดแย้งร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ให้เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในกมธ.ยกร่าง หรือเข้ามาครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญ
"สภาสปช.ถือเป็นสภาที่ไม่มีพวก และต้องการระงับความขัดแย้ง สร้างข้อยุติให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงยื่นมือไปกลุ่มดังกล่าว คือส่งเรื่องไปยังหัวหน้าพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองดังกล่าวให้พิจารณาส่งบุคคลเข้ามาร่วม แต่หากเขาไม่ร่วมด้วย ไม่เป็นไร ถือเป็นการแสดงน้ำใจให้เห็น สปช. ไม่ต้องการเขียนกติกาของผู้ชนะไปเล่นงานผู้แพ้ และต้องการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์" นายบวรศักดิ์ กล่าว
มติสปช.175ต่อ39หักมติวิปดึงคนนอกเข้าร่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายบวรศักดิ์ ชี้แจงแล้ว นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช. เสนอญัตติให้ปิดการอภิปราย และที่ประชุมเสียข้างมาก 198 เสียงต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ปิดอภิปราย จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในข้อเสนอของวิป ผลปรากฏว่าเสียงข้างมาก 175 เสียงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของวิป เห็นด้วย 39 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ทำให้สปช.ต้องคัดเลือกบุคคล ซึ่งเป็นสมาชิกสปช. เข้าไปเป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 20 คน
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์คัดเลือกสปช.เพื่อเข้าไปเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิปได้ขอไปพิจารณาก่อนนำมาเสนอที่ประชุมสปช.ลงมติอีกครั้งในวันที่ 28 ต.ค.
แย้มตัวเต็งนั่งกมธ.ร่างรธน.สัดส่วนสปช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สปช.แต่ละด้านได้ตัวแทนที่จะเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาทิ นายบัณฑูร เศรษศิโรตม์ สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นางทิชา ณ นคร สปช.ด้านการศึกษา นายมานิจ สุขสมจิตร สปช.ด้านสื่อสารมวลชน นางสารี อ๋องสมหวัง สปช.ด้านสังคม นายเกริกไกร จีระแพทย์ สปช.ด้านเศรษฐกิจ น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล สปช.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน พล.ท.นคร สุขประเสริฐ สปช.จ.ร้อยเอ็ด ตัวแทนภาคอีสาน นายประชา เตรัตน์ สปช.จ.ชลบุรี ตัวแทนภาคกลาง-ตะวันออก นายเชิดชัย วงศ์เสรี สปช.จ.ภูเก็ต ตัวแทนภาคใต้ นายจุมพล สุขมั่น สปช.จ.เชียงราย ตัวแทนภาคเหนือ
สำหรับด้านที่เหลือมีสปช.แสดงเจตจำนงหลายคน จึงต้องลงมติเลือกอีกครั้ง ได้แก่ ด้านการปกครองท้องถิ่น มีนายจรัส สุวรรณมาลา และนายวุฒิสาร ตันไชย ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีนายคำนูณ สิทธิสมาน และนายเข็มชัย ชุติวงศ์ ด้านพลังงาน มีนายคุรุจิต นครทรรพ นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล และนายพรายพล คุ้มทรัพย์ และด้านการเมือง มีกว่า 6 คน อาทิ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายอมร วณิชวิวัฒน์ และนายชูชัย ศุภวงศ์
"สมเจตน์-ภัทรศักดิ์-ชูเกียรติ"ติดโผโควตาสนช.
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ วิปสนช.จะสรุปยอดสมาชิก สนช.ที่ประสงค์จะทำหน้าที่เป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ เลือกให้เหลือ 5 คน เป็นตัวแทน สนช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีสมาชิก สนช.แจ้งความจำนงแล้ว ได้แก่ 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีต ส.ว.สรรหา 2.นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 3.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 4.นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง 5.นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม 6.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมการกฤษฎีกา 7.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้พิพากษา 8.พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ เจ้ากรมพระธรรมนูญ และ 9. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้ คาดว่าบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือก 5 คน ได้แก่ 1.พล.อ.สมเจตน์ 2.นายภัทรศักดิ์ 3.นางกาญจนารัตน์ 4.นายชูเกียรติ ส่วนคนที่ 5 จะเลือกระหว่างนายทวีศักดิ์ และนายวุฒิศักดิ์ ที่เป็นตัวแทนจากสถาบันการศึกษา ให้เหลือเพียง 1 คน
"จ่าประสิทธิ์"รับสารภาพหมิ่นเบื้องสูง
ที่ศาลอาญา ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามจำเลย คดีที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2557 จำเลยกล่าวปราศรัยบนเวทีการแสดงกิจกรรม “หยุดล้มล้างประชาธิปไตย” ของกลุ่ม นปช.ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว โดยมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง
ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานัด จำเลยแถลงต่อศาลขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร จำนวน 32 หน้า และขอกลับคำให้การ จากที่เคยปฏิเสธความผิด เมื่อครั้งที่ศาลเคยสอบคำให้การเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นให้การใหม่ ขอรับสารภาพผิดไม่ขอต่อสู้คดีอีกต่อไป เพราะสำนึกในความผิดที่ได้กระทำไป ซึ่งศาลได้สอบถามจำเลยว่า บางข้อความในคำให้การนั้นเป็นไปในแนวทางปฏิเสธ จำเลยจึงขอถอนคำแถลงเฉพาะข้อความบางส่วนที่เป็นไปในแนวทางปฏิเสธทั้งสิ้น
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ทั้งโจทก์ และจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ถือเป็นอันเสร็จสิ้นการพิจารณา แต่เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ เห็นควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ และพินิจพฤติกรรมทางคดีของจำเลย และรายงานให้ศาลทราบภายใน 15 วัน พร้อมนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้วันที่ 3 ธ.ค.นี้


