ส.ต้านโลกร้อนฟ้องศาลปกครองกลาง ระงับ ก.พลังงาน-กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อนุมัติปิโตรเลียมรอบที่21
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และประชาชนผู้ใช้พลังงาน รวม 26 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) , รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ต่อแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ตามฟ้อง ระบุว่า กพช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 22 ต.ค.57 ซึ่งร่วมกันมีมติหรือเห็นชอบให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ที่มีการกำหนดเขตพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมและเปิดรับการยื่นเรื่องขอรับสัมปทานปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลไทย จำนวน 29 แปลงสัมปทาน โดยผู้ฟ้องเชื่อว่าเป็นการทำข้ามขั้นตอน วิธีการ ตามที่รัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ขณะที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชั่วคราวในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเร่งรีบเร่งรัดดำเนินการหรือผลักดันโครงการ กิจกรรมใดที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญ เพราะอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการดำรงชีพ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศด้วย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม การปรับโครงสร้างพลังงานของชาติที่จะต้องนำไปสู่การหารือและข้อยุติร่วมกันในกระบวนการดำเนินงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มาจากตัวแทนของกลุ่มชนต่างๆ ทั่วประเทศเสียก่อน เพราะประเด็นเรื่องพลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของภาคประชาชนก่อนหน้านี้ จนนำไปสู่เหตุปัจจัยของความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลาต่อมาด้วย
นอกจากนี้ การให้ความเห็นชอบดังกล่าวยังขัดต่อหลักธรรมาภิบาลที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 กำหนดให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางบนหลักการมีส่วนร่วม และที่สำคัญคือสัมปานรอบใหม่นี้มีการเพิ่มแปลงสำรวจแปลงใหม่ที่ 1/57 ซึ่งใกล้กับพื้นที่ข้อพิพากกับไทย-กัมพูชา เป็นที่หน้าสังเกตว่าจะเป็นการวางหมากให้ไทยยอมรับเส้นแบ่งเขตที่ยังเป็นปัญหาข้อพิพากอยู่หรือไม่ และจงใจให้กลุ่มผู้รับสัมปทานเดิมได้รับประโยชน์หรือไม่ด้วย ซึ่งการกระทำของผู้ถูกฟ้องน่าจะเข้าข่ายที่ขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 3 และ 23 และก่อนที่กพช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะอนุมัติการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 รมว.พลังงาน ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ก็ออกมาแถลงข่าวว่าจะเร่งต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณ และบงกช ซึ่งบริษัทเชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และใช้อำนาจเกินส่วนโดยพลการ ก้าวข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ถูกฟ้องระงับ หรือเพิกถอนประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกและในทะเลอ่าวไทยที่เปิดให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม ลงวันที่ 21 ต.ค.2557, ขอให้ผู้ถูกฟ้องระงับกระบวนการอนุมัติหรือการให้ความเห็นชอบ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติดังกล่าว, ขอให้ผู้ถูกฟ้องดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ทั่วถึงและเป็นไปตามขั้นตอนวิธีการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้ง 29 แปลงสัมปทาน หรือในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมตามประกาศของผู้ถูกฟ้อง ก่อนที่จะเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 และขอให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเฉพาะให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงานให้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเสียก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป ขณะที่ผู้ฟ้องยังขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนผู้ฟ้องไว้เป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยให้สั่งผู้ถูกฟ้องยุติหรือระงับกระบวนการเปิดรับหรือให้เอกชนมายื่นรับสิทธิสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคดีถึงที่สุด
โดยศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ ส.55/2557
ขณะที่นายศรีสุวรรณ นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า วันนี้ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ คาดว่าต้อใช้เวลาระยะหนึ่ง หากศาลจะเรียกไต่สวนเพื่อพิจารณาการขอค้มครองชั่วคราวก็พร้อมดำเนินการต่อไป





