ม็อบบุกจี้นายกฯเบรคโครงการรัฐ ชาวปากช่องค้านมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช, วินรถตู้ค้านจดทะเบียนรถตู้ป้ายดำถูกกม.
ที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราวสำนักงานก.พ.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) มีกลุ่มชาวบ้านจากชมรมคนปากช่องต่อต้านมอเตอร์เวย์ นำโดยนางสารภี บุญประตูไชย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อทวงถามความคืบหน้า กรณีการร้องคัดค้านโครงการก่อสร้างทางด่วนพิเศษหมายเลข 6 (มอเตอร์เวย์) สายบางประอิน-นครราชสีมา อีกทั้งขอสนับสนุนโครงการรถไฟทางคู่กรุงเทพฯ-นครราชสีมาแทน โดยก่อนหน้านี้เคยมายื่นเรื่องถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แล้วเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 57 แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
โดยชมรมอ้างว่าการก่อสร้างถนนสายนี้ไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยเริ่มแรกทางการใช้งบประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท แต่ได้มีการขยายงบไปเป็น 1 แสนล้านบาท เพื่อจะได้ถนนสายใหม่อีก200ก.ม. แต่เมื่อเปิดให้รถวิ่งได้ก็สามารวิ่งไปด้วยความเร็วเท่าถนนสายเก่าคือ 120 ก.ม./ชม. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการสร้างทางรถไฟทางคู่ มาตรฐานความกว้างสากลจะใช้งบค่าก่อสร้างประมาณ 500 ล้านบาท ต่อ ก.ม. ซึ่งจะใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาทเท่ากัน แต่จะเดินทางไปได้ด้วยความเร็ว 150-180 ก.ม./ชม.
โดยจะประหยัดพลังงานมากกว่าและลดมลพิษได้น้อยกว่า อีกทั้งโครงการนี้เกิดขึ้นและแอบดำเนินงานมาร่วม 20 ปี เป็นความทุจริตร่วมกันของนักการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อผลประโยชน์ในการตกลงราคาที่ดิน รวมถึงการก่อสร้างโครงการนี้แม้มีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ก็ได้กระทำโดยลักษณะมิชอบ เปิดเพียงโอกาสให้กลุ่มที่เห็นด้วยร่วมเวทีเท่านั้น แต่ไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้คัดค้านร่วมเวทีดังกล่าวเลย
ทั้งนี้ในการทวงถามความคืบหน้าสิ่งที่ได้ยื่นคัดค้านทางชมรมได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนว่าได้ทำเรื่องไปถึงกรมทางหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ครั้งที่มายื่นล่าสุด แต่กรมทางหลวงไม่ได้ตอบหนังสือกลับมาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในช่วงของการรหารือกับศูนย์บริการประชาชนตัวแทนกลุ่มชมรมฯรายหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนายช่างใหญ่จากกรมทางหลวงได้แจ้งต่อที่ประชุมของประชาคม ให้ชาวบ้านได้รับทราบโดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าวจะดำเนินการต่อ เพราะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ขณะเดียวกันชาวบ้านเองกลับไม่เคยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อโครงการนี้เลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบโครงการดังกล่าวทราบว่าได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา พ.ศ.2556 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2556 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีทั้งหมด6มาตรา โดยสาระสำคัญอยู่ที่ มาตรา2ระบุว่าพระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมาตรา3ระบุว่าพระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้มีกำหนดสี่ปี ส่วนมาตรา4ห้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้
และมาตรา 5 ระบุเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้ อยู่ในท้องที่อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอหนองแค อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอแก่งคอย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีส่วนแคบที่สุดสี่ร้อยเมตร และส่วนกว้างที่สุดสองพันห้าร้อยเมตร ทั้งนี้ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
ทั้งนี้ในท้ายประกาศดังกล่าวได้อธิบายเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องสร้างทางหลวงพิเศษดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค สมควรกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ขณะที่ในวันเดียวที่ที่ศูนย์บริการประชาชน(ชั่วคราวสำนักงานก.พ.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)) มีตัวแทนกลุ่มรถตู้ร่วมบริการ(ศิริโรจน์) กรุงเทพฯ-บ้านหมี่-โคกสำโรง-หนองม่วง นำโดย นายวิโรจน์ สีเหนี่ยง และคณะ 4 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯ เพื่อขอความเป็นธรรมให้มีการทบทวนเรื่องจดทะเบียนรถตู้ผิดกฎหมาย(ป้ายดำ)เข้ามาร่วมบริการ โดยนายวิโรจน์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตได้รับความเดือดร้อน ต้องสูญเสียรายได้จากการที่รถตู้ป้ายดำเข้ามาวิ่งทับเส้นทางรถตู้ซึ่งขออนุญาตอย่างถูกต้องที่มีจำนวนเพียงพอรับผู้โดยสารอยู่แล้ว
จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการแย่งผู้โดยสารและอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้โดยสาร จึงขอให้นายกฯทบทวนการจดทะเบียนรถตู้ป้ายดำดังกล่าวและตรวจสอบข้อเท็จจริงเพราะทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่อ.บ้านหมอ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง กับกลุ่มรถตู้ป้ายดำ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรถตู้ที่ได้รับอนุญาตและให้การใช้เส้นสายและผู้มีอิทธิพลหมดไปจากสังคม





