เปิดวิสัยทัศน์ "เทียนฉาย - บวรศักดิ์" ก่อนที่ประชุม สปช. จะเลือกให้นั่งแท่นประมุข สปช.
“เทียนฉาย” หวังสปช.ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส พาประเทศไปสู่การปฏิรูป เน้นรับฟังความเห็นภาคประชาชน ขณะที่ “บวรศักดิ์” ขอเป็นผู้ประสานงานระหว่าง สปช. - กมธ.ยกร่างฯรธน. ย้ำกรอบรธน.ใหม่มีเพียง 319 วันต้องตั้งกรรมการเสนอแนะและประสานงาน พร้อมเสนอ กมธ.ยกร่างฯรธน. ตั้งอนุฯ รับฟังสปช. เพื่อให้การทำงานกึ่งอิสระเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่ที่ประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสียงมติเอกฉันท์ เลือก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ สปช.ด้านอื่นๆ ดำรงตำแหน่งประธานสปช. และ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สปช.ด้านการเมือง ดำรงตำแหน่งรองประธานสปช. คนที่1 โดยไม่มีผู้เสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าแข่งขัน
ทั้งนี้ ว่าที่ ประธาน สปช. แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม ว่า ตนพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด งานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมี 2 ส่วนหลัก คือ ร่างรัฐธรรมนูญและส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปในประเด็นหลัก 10 ด้านขึ้นไป เพื่อให้กระชับแนวทางการทำงานของสปช. นั้นต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และนำพาให้ประชาชนที่ตั้งความหวังไว้นั้นได้รับรู้ และเข้าใจเข้าถึงสิ่งที่เป็นความหวังของประชาชนทั่วไป ดังนั้นต้องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแม้จะมีกรรมาธิการฯเฉพาะ แต่สปช.จะช่วยให้ความเห็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามกรอบเวลาที่กำหนด ขณะที่การปฏิรูปด้านต่างๆ ที่ประชาชนสนใจนั้นต้องหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้บรรลุกรอบความสำเร็จในการปฏิรูปให้เร็วที่สุด ผลของการดำเนินการปฏิรูปอาจจะทอดออกไปหลังจากนั้น แต่กรอบและแนวความคิดของการปฏิรูปน่าจะบรรลุความสำเร็จระดับหนึ่ง สิ่งสำคัญคือคิดร่วมกันในเป้าหมายของการปฏิรูปที่อาจจะให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ รวมถึงเป้าหมายการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของประเทศทุกเรื่อง ทั้งภาคราชการ รัฐและเอกชน
“การทำงานของสภาปฏิรูปฯ เราคงต้องประสานความคิดและพลังกันให้มาก โดยเฉพาะกรณีฟังเสียงประชาชน ทั้งส่วนที่ประชาชนนำเสนอและส่วนที่สปช.ผลักดันให้ประชาชนได้เสนอความเห็น เพราะเป็นอุดมการณ์และความหวังของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ ผมขอขอบคุณทุกคน และเราจะได้ร่วมการทำงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผมจะทำหน้าที่ประสานงานทั้งสปช. 250 คนและแนวคิดปฏิรูปทั้งหลายของประเทศให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ทุกคนปรารถนา” ว่าที่ประธาน สปช. กล่าว
ทางด้าน นายบวรศักดิ์ แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่าตนจะทำหน้าที่ช่วยประธานสปช. เพื่อดำเนินการประชุมและกิจการอื่นของสภา ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมให้ดีที่สุด เพื่อให้สมาชิกฯ ได้แสดงความเห็นและใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ดีที่สุด ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 มีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1.ศึกษาและเสนอแนะเรื่องต่างๆ ที่มากกว่า 11 ด้านเพื่อเสนอไปยังสนช., คณะรัฐมนตรี, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 2.เสนอแนะไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่สภาสปช. ต้องแต่งตั้งสมาชิกฯ หรือผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกฯ เข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนว 20 คน เพื่อรวมกับบุคคลที่ถูกตั้งโดย คสช.,สนช. และ ครม. รวม 36 คน อย่างไรก็ตามสปช.ถือว่ามีส่วนร่วมกับรัฐธรรมนูญ คือให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นถือว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีบทบาทกึ่งอิสระ
นายบวรศักดิ์ ได้กล่าวถึงขั้นตอนของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มาตรา 37 วรรคสอง พบว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องรับฟังความเห็นของสปช. ภายใน 60 วัน คือประมาณกลางเดือนธันวาคม 2557 และไปยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันก่อนเสนอกลับมายังสปช. เพื่อรับฟังความเห็นและข้อแก้ไขเพิ่มเติม คือประมาณ เดือนเมษายน 2558 จากนั้นต้องเสนอกลับมาสปช. ว่าจะแก้ไขหรือไม่ตามที่สปช.ให้ความเห็นชอบ ประมาณเดือน กรกฎาคม 2558 นอกจากนั้นในช่วงท้ายของมาตราดังกล่าวระบุว่า สปช.จะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มนั้น หรือเป็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการของสภา สปช. จึงไม่เหมือนกรรมาธิการสามัญ หรือ วิสามัญที่สภาฯ แต่งตั้ง แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจกึ่งอิสระ แต่เชื่อมโยงและต้องผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญโดยสภา สปช. ซึ่งช้าที่สุดทำให้เสร็จภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2558
“ความเชื่อมโยงระหว่างสภา สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องมีขึ้น นอกจากการเลือกสมาชิกฯ 20 คนเพื่อเป็นกรรมาธิการฯ แล้ว สภาสปช. ควรตั้งกรรมาธิการติดตามและประสานการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเสนอไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีคณะอนุกรรมาธิการฯ รับข้อเสนอแนะจากสปช. ทำงานคู่ขนานกันไปโดยตลอด โดยหน้าที่ตรงนี้ หากผมทำหน้าที่ตรงนี้ให้สภา สปช.ได้และได้รับความไว้วางใจเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่เป็นข่าวอยู่แต่ยังไม่เป็นความจริง จนกว่าจะถึงวันที่ 4 พ.ย. นี้ ผมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างสภาสปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการปฏิรูปที่ถือเป็นวาระของชาติที่คน 67 ล้านคนตั้งความหวังไว้ ดังนั้นไม่สามารถนั่งทำในสภาฯ เท่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่ถามว่าพวกเราจะเอาอย่างไรเมื่อนั้นเราจะอยู่ได้ไม่นาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราถามว่าพวกประชาชนจะเอาอย่างไร เราจะอยู่ได้นาน ดังนั้นการประสานงาน สปช. ทั้ง 250 คน ต้องเชื่อมโยงกับประชาชนให้การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปของคนทั้ง 67 ล้านคนไม่ใช่ของคนเพียง 250 คนกับอีก 36 คนเท่านั้น ทั้งนี้สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องประสานงานไปยัง สนช. คสช. และครม. ต้องบริหารจัดการภายในระยะเวลาจำกัดคือ 319 วัน ดังนั้นสปช. ต้องมีเอกลักษณ์ของตนเอง อย่างไรก็ตามตนขอเสนอไปยังสมาชิก สปช. ด้วยว่าเราไม่ใช่สภาการเมือง ไม่มีอำนาจทั้งสิ้นในทางนิติบัญญัตินอกจากให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ตนอยากเห็นสภา สปช. เป็นสภา ที่ไม่ดำเนินการอย่างสภาทางการเมือง รวมถึงต้องให้ความมั่นใจกับประชาชนต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อไม่ให้การปฏิรูปที่ประชาชนคาดหวังนั้นล้มเหลว





